food and drug interactions

ความทรงจำใน“ชีวิตคืองาน งานคือชีวิต” ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

January 6, 2013 Filed under: คิดเห็นเป็นเรื่อง — ram Comments Off

ความทรงจำใน“ชีวิตคืองาน งานคือชีวิต” ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ 

cheap software downloads

          เล่าเรื่องโดย พระครูสุคันธศีล เจ้าอาวาสวัดอุโมงค์  

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ภาพหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุที่ท่านได้ถ่ายภาพร่วมกับหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ

                                                 “…หลวงพ่อปัญญากับวัดอุโมงค์…”

          หากเราเคยมีประสบการณ์พบหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ และติดตามผลงานทางด้านธรรมะของท่าน ซึ่งเราจะต้องรู้สึกน่าสนใจว่าวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรมประจำจังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวกับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเพราะท่านฟื้นสร้างวัดอุโมงค์ขึ้นมาใหม่  และทำให้มีสถานที่ คือ วัดอุโมงค์สำหรับผู้คนมีวิถีชีวิตเป็นแหล่งปฏิบัติธรรม  ซึ่งพวกเราโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ ก็จะทำหน้าที่สื่อความหมายและคุณค่าในวิถีทางแบบหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ โดยมองผ่านภาพความประทับใจและความรู้สึกจากทัศนะของท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือพระครูสุคันธศีล

OLYMPUS DIGITAL CAMERA                                                                                                                                             

         พระครูสุคันธศีล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันของวัดอุโมงค์ ได้กรุณาเล่าเรื่องราวของหลวงพ่อปัญญาในอดีตเมื่อครั้งจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ให้เราฟัง ตั้งแต่วัยเยาว์สมัยท่านเป็นเด็กวัดกับการพบหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุในมุมมองหลากหลาย  ผ่านประสบการณ์การบ่มเพาะจากหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  ด้วยเหตุนี้เองบทสนทนากับพวกเราจึงออกอรรถรสอย่างยิ่ง  มีเรื่องเล่าเต็มไปด้วยสีสันพร้อมรอยยิ้ม และเมตตาธรรมของ   วันเวลาในอดีตถึงปัจจุบันให้พวกเรารับรู้ต่อหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

เจ้าอาวาส เล่าให้ฟังเกี่ยวกับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ในช่วงที่ฟื้นวัดอุโมงค์ขึ้นมา

     อาตมา (พระครูสุคันธศีล ปัจจุบันอายุ 73 พรรษา) ขึ้นมาอยู่ย่านวัดอุโมงค์ ปีพ.ศ. 2498 แต่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมาอยู่ในวัดอุโมงค์ก่อนอาตมาตั้งแต่เดือนเมษายน ปีพ.ศ.2492 โดยที่วัดอุโมงค์แต่ก่อนเป็นวัดร้าง  คุณโยมเจ้าชื่นกับโยมเจ้าแม่สุรียฉาย  อิศรางกูร ณ อยุธยา และคณะปฏิบัติธรรมมาพบวัดอุโมงค์จึงมาบูรณะวัดร้าง  ต่อมาก็นิมนต์หลวงพ่อพุทธทาสแห่งสวนโมกขพลาราม  จังหวัดสุราษฎ์ธานี  สหายธรรมของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุขึ้นมาเผยแผ่พุทธศาสนาในจังหวัดเชียงใหม่  แต่ท่านหลวงพ่อพุทธทาสแห่งสวนโมกข์อยู่จำพรรษาไม่ได้เพราะมีงาน   ทางสวนโมกข์เลยนิมนต์หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุซึ่งท่านเคยอยู่สวนโมกข์มาก่อนขึ้นมาจำพรรษาแทนหลวงพ่อพุทธทาสที่วัดอุโมงค์มาเผยแผ่พุทธศาสนา 

 OLYMPUS DIGITAL CAMERA

          สภาพปรักหักพังของอุโมงค์ที่ท่านเจ้าอาวาสเล่าคงมีสภาพเช่นนี้ โดยภาพนี้ถ่ายไม่เกิน พ.ศ. 2507 ก่อนการบูรณะในเวลาต่อมา  (ภาพ: วัดอุโมงค์) 

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจากสวนโมกข์ถึงวัดอุโมงค์ 

            ขณะนั้นหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุอายุ 30 กว่าปีแล้ว  อาตมาอยู่ที่นี่มาก่อนจะบวชเมื่ออายุ 19 ปี  แต่พ่อของอาตมาเป็นสหายกับหลวงพ่อปัญญา อาตมาจึงมาเป็นเด็กวัดอยู่ที่นี่และหลวงพ่อปัญญาก็อยู่ที่นี่ 7  ปีแล้ว แต่ตอนนั้นยังเป็นแค่สำนักสงฆ์  โดยใช้ที่วัดเก่ามาเป็นสำนักสงฆ์ และมีกุฏิ 6 หลัง  มีพระอยู่ 4-5 รูป  มีพื้นที่รวมกับป่าสงวนแห่งชาติก็เป็นเขตในปัจจุบันโยมเจ้าชื่น    สิโรรส  ผู้ริเริ่มบุกเบิกฟื้นวัดอุโมงค์จนเป็นวัดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และล้อมเขตวัดไว้โดยเขตวัดเก่ากับเขตอุทยานฯ มีกำแพงเก่าทั้งหมด แต่ว่าตัวกำแพงเดิมพังหมดแล้ว แต่ก็มีแนวซากกำแพง  สมัยก่อนบริเวณแถวด้านหน้าของวัดอุโมงค์ก็เป็นทุ่งนาและสวนทั้งนั้น 

การเทศน์ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เปลี่ยนวัฒนธรรมการเทศน์ทางภาคเหนือ

         ท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุสมัยก่อนท่านบวชเณรที่ระนอง บวชพระที่พัทลุง และเรียนบาลีที่นครศรีธรรมราช โดยเริ่มเทศน์ที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช  ถือว่าเริ่มฝึกเทศน์มาตั้งแต่พรรษาแรกเลย  ซึ่งคุณพ่อของอาตมาก็จำเก่งมากเล่าให้ฟังมาว่าหัดเทศน์โดยไม่ได้ฝึกกับหลวงพ่อพุทธทาส   ส่วนอาตมาไม่ได้ฝึกเทศน์กับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  อาตมาก็เทศน์  ไม่เป็นและไม่เคยเทศน์เลย โดยท่านหลวงพ่อพุทธทาสก็มียืนเทศน์บ้าง นั่งเทศน์บ้าง แต่ว่าหลวงพ่อปัญญายืนเทศน์มาก่อน จะพบกับท่านหลวงพ่อพุทธทาส  การเทศน์แบบท่านหลวงพ่อปัญญา  นันทภิกขุจะเรียกว่าแหวกแนวก็ได้  และมีเหมือนกันที่เคยถูกคัดค้านจากชาวบ้าน แต่ว่าพลังประชาชน หรือชาวบ้านจำนวนมากก็ช่วยกันไว้ได้ และสมัยอาตมาเป็นเด็กจะเห็นว่าญาติโยมเยอะ อยู่เต็มศาลาใบตองตึงมาฟังเทศน์  ณ พุทธสถาน โดยหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  ใช้การเทศน์ วันอาทิตย์  ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบการเทศน์ของทางเหนือ โดยวัฒนธรรมการเทศน์ของทางเหนือ คือ นั่งธรรมาสน์ ดังนั้น การที่ท่านหลวงพ่อปัญญามายืนเทศน์ก็ถูกต่อต้าน  แต่ท่านไม่หวั่นไหว โดยหาสถานที่เทศน์ ณ พุทธสถาน (ติดกับไนท์บาซาร์ในปัจจุบัน) เป็นการฟื้นพุทธศาสนาให้โด่งดัง  และนอกจากนั้น  ก็เทศน์ ณ วัดอุปคุตซึ่งอยู่ติดกับพุทธสถาน  ส่วนพวกต่อต้านก็มีปิดถนน แต่ว่าท่านก็เทศน์ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้มาฟังเทศน์ของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นคนในเมืองมากกว่า โดยคนในเมืองชอบฟังเทศน์กับท่าน จนมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศ พอถึง ปี พ.ศ. 2503                  กรมชลประทานสร้างวัดขึ้น แล้วหาพระอยู่ประจำวัด ซึ่ง ม.ล.ชูชาติ  กำภู อธิบดีกรมชลประทาน  ในขณะนั้น ก็นิมนต์ท่านหลวงพ่อปัญญา ไปจำพรรษาวัดชลประทานรังสฤษฏ์ จังหวัดนนทบุรี รวมเวลาที่หลวงพ่อปัญญาจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ก็สิบปี คือ ระหว่าง พ.ศ. 2492-2502

ผลของการเผยแพร่ธรรมะแนวทางของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

         ท่านเทศน์จนมีชื่อเสียงโด่งดัง  เพราะเทศน์ที่เชียงใหม่จนมีผลให้คนเชียงใหม่ตื่นตัวกับนักเรียน นักศึกษา ประชาชน มาฟังเทศน์ แล้วก็นั่งสมาธิ 

 ท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเคยนั่งสมาธิในวัดอุโมงค์

          ท่านเคยนั่งสมาธิในอุโมงค์ตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้จักวัดอุโมงค์  เมื่อ พ.ศ. 2509 มีการซ่อมตัวอุโมงค์  ซึ่งเมื่อก่อนสมัยหลวงพ่อปัญญา สภาพอุโมงค์ก็ยังพังอยู่และไม่เคยเทศน์ที่วัดอุโมงค์เลย 

หลวงพ่อพุทธทาส กับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุถ่ายรูปร่วมกันหน้าอุโมงค์

          หลวงพ่อพุทธทาสก็มาเทศน์สม่ำเสมอและเดินทางมาบ่อย และหลวงพ่อพุทธทาส เคยบอกเจ้าชื่นว่า เขตข้างบนของวัดอุโมงค์ที่เป็นกุฏิ  คือเขตพุทธาวาส พระอยู่ไม่ได้                โดยคุณโยมเจ้าชื่น ก็ยังไม่รื้อกุฏิแต่เพิ่งมารื้อในช่วง พ.ศ. 2508-2509 นี้เอง(03-04)

เมื่อยกฐานะของสำนักสงฆ์เป็นวัดอุโมงค์ขึ้นปี พ.ศ. 2512 

          ในช่วงเวลานั้นเกิดการแต่งตั้งเจ้าอาวาสขึ้นใหม่  โดยโยมเจ้าชื่นกับโยมเจ้าแม่สุรียฉาย และพี่เพ็ญฉายสิโรรส   ก็ไปปรึกษาท่านหลวงพ่อพุทธทาส ว่าจะเอาใครเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งท่านก็บอกมาเลยว่าเอา “มหากมล” คนในถิ่นเป็นเจ้าอาวาส  เพราะว่าอาตมายังเด็กนัก ทำอะไรไม่เป็นในสมัยนั้น โดยมีการให้แต่งตั้งท่านเจ้าคุณศรีธรรมมานิเทศ คือ พระมหากมล โชติบัญโต เป็นเจ้าอาวาสโดยไม่ได้ขัดแย้งกับคนในถิ่น เพราะว่าท่านหลวงพ่อพุทธทาส มองการณ์ไกลเอาคนในถิ่นเป็นเจ้าอาวาสเพียงแต่ตราตั้งอยู่ที่วัดอุโมงค์  แต่ตัวท่านเจ้าอาวาสกลับอยู่วัดสันป่าข่อย พอถึงคราวอาตมา ก็ในปี พ.ศ. 2520  ในครั้งนั้นมีการต่อต้านบ้าง แต่ว่าท่านหลวงพ่อพุทธทาสก็จัดการให้อาตมา และแล้วในที่สุดอาตมาก็เป็นเจ้าอาวาส

ภาคเหนือเชื่อโชคลางและหลวงพ่อพุทธทาส กับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

          ทั้งสองท่านจะไม่ให้เชื่อเรื่องพวกนี้ และเวลามีคนมาบวชที่สวนโมกข์กับท่าน ซึ่งมาถามว่า บวชแล้วสึก เมื่อไหร่แค่เท่านั้นแหละ เช่นเดียวกับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ความเชื่อกับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุกับอุโบสถของวัดอุโมงค์และการจัดงานฉลองอุโบสถ

          ช่วงท่านขึ้นมาวัดอุโมงค์ ใน พ.ศ. 2533  ท่านปฏิเสธเรื่องการสร้างหรือขยายโบสถ์ใหม่  เมื่อมีพระบวชใหม่ นั่งสวดมนต์เกิดเผลอตบยุงขึ้นมา ซึ่งท่านทราบก็ไม่ว่าอะไร  แต่ทำให้ท่านเห็นควรเรื่องจะสร้างโบสถ์ใหม่  และในวันวางศิลาฤกษ์หลวงพ่อปัญญามาวางศิลาฤกษ์เอง ทำเองหมด นับว่าแปลก โดยพอ พ.ศ.2537 ก็บอกอาตมาเองว่า “สิงห์ โบสถ์เสร็จแล้ว มีงานฉลองโบสถ์ด้วย” ซึ่งอาตมากว่าจะรับกับท่านว่า “ครับ” ก็ช้ามาก ท่านเดินไปไกลเพราะงุนงง ในถ้อยคำหลวงพ่อปัญญา  แต่ว่าเมื่อโบสถ์เสร็จแล้วมีพระ ดร.มหาจรรยา สุทฺธิญา โณ ลงไปวัดชลประทาน และท่าน  ก็บอกว่ากลับขึ้นไปอย่าลืมงานฉลองโบสถ์ “จำเป็นจะต้องมีงานฉลองโบสถ์” และขณะที่อาตมา    เอาใบกุศลไปบอกซึ่งเจ้าอาวาสวัดอื่นๆ ถามเลย “ไม่กลัวหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเหรอ”   อาตมา ก็ตอบว่า “ไม่กลัว เพราะหลวงพ่อปัญญาสั่ง”  เจ้าอาวาสต่างๆ ก็แปลกใจ ซึ่งอาตมากล่าวว่า     “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ สั่งให้ฉลองโบสถ์หลายครั้งไม่ใช่แค่ครั้งเดียว” ต่อมาญาติโยมก็แปลกใจว่าท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมาอยู่ 3 วันในงานฉลองโบสถ์และท่านก็เทศน์ว่างานฉลองไม่ควรมีหนังลิเก  มีประกวดฟ้อนเพราะสิ้นเปลืองเงินทอง ขณะนั้นพระผู้เป็นลูกศิษย์ของอาตมา นั่งอยู่ข้างอาตมาก็บอกว่า “ท่านโดนแล้วๆ”  แต่ว่าสำหรับอาตมา  มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจ โดยท่านเพียงติ เพื่อให้รู้ไว้ซึ่งอาตมาไม่อยากขัดชาวบ้านคือ จัดงานแบบนี้เป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะได้พอใจ และพอมีงานพิเศษมีประกวดฟ้อน เวลามีงานประเพณีอะไรนิมนต์ท่านก็มาเทศน์ ณ วัดอุโมงค์ ให้คนทั่วไป และชาวบ้านก็รู้ว่าอาตมาเคยอยู่สวนโมกข์และวัดชลประทานฯ ซึ่งในช่วงนั้นคนภาคใต้ มาอยู่กันมากก็มีคนมาถามว่าไม่กลัวหลวงพ่อพุทธทาส  หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเหรอ  เมื่อมีการจัดงานแบบนี้  อาตมาก็ตอบว่าท่านไม่ว่าอะไร  ซึ่งจะนิมนต์ท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุมาเทศน์ท่านก็มาให้อย่างดี  แต่ว่าวัดของท่านไม่มีจัดงานแบบนี้ในวัดชลประทานฯ ซึ่งจะเห็นว่าบางครั้งในกรณีวัดอุโมงค์ท่านก็อนุโลมตามญาติโยม  แต่ว่าไม่เป็นแบบจัดงานให้งมงายกัน

สระน้ำ  ปลา  และเสาอโศกในวัดอุโมงค์

          สมัยท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุอ่างน้ำมีแล้ว แต่ว่าอ่างน้ำพังอยู่ด้วยจึงถมใหม่ในพ.ศ.2509   เมื่อน้ำแห้งก็ขุดลอกจนลึกและทำให้ดินแข็งแรง ส่วนปลาเป็นของชาวบ้านมาปล่อย และมีเต่าแบบญี่ปุ่น  ซึ่งเต่าบกก็เติบโตคับตู้เลี้ยงไว้ไม่ได้ก็เลยมาปล่อยในวัดอุโมงค์  ซึ่งท่านหลวงพ่อปัญญาก็ไม่ว่าอะไรคือ ไม่ผิดกฎแบบสวนโมกข์ก็มีอยู่ตามธรรมชาติ และเสาอโศกมีคุณโยมมาสร้างกลับมาจากเห็นแบบของอินเดียนั่นเอง

ศรัทธา  ความเชื่อเรื่องพระอุปคุต 

          สมัยท่านหลวงพ่อปัญญาจำพรรษาก็คัดค้านเรื่องการตักบาตรกลางคืน คือ เรื่องใส่บาตรพระอุปคุต ซึ่งเชื่อว่าพระอุปคุตสถิตที่สะดือทะเล และจะออกมามารับบิณบาตรตอนกลางคืน และคนก็จะใส่บาตรตอนกลางคืน แต่ว่าการเทศน์ของท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุกับคนอื่น  ซึ่งมีเหตุผลของการห้ามใส่บาตรอุปคุตว่า ตั้งแต่หลังท่านหลวงพ่อปัญญาไปจากเชียงใหม่ เขาก็กลับมาใส่บาตรแบบนี้กัน ซึ่งท่านห้ามไม่ให้ใส่บาตร ไม่ให้พระออกบิณฑบาต เพราะว่าหลังจากท่านลาจากวัดอุโมงค์ก็มีพระอยากรู้บวชได้พรรษาเวลาเที่ยงคืนออกจากวัด ก็มีคนมาใส่บาตรขากลับด้วย คนจำนวนมาก และก็กลับมาบอกว่า “เข็ดเลยหลวงพ่อ” เพราะคนมาตักบาตรจำนวนมาก ส่วนในปัจจุบันวัดอื่น ก็มีช่วงเที่ยงคืนออกจากวัดพระบิณฑบาตและมีชาวบ้านก็ตักบาตรตามความเชื่อว่า พระที่ออกไปบิณฑบาตว่าเป็นพระอุปคุต และพระวัดอุโมงค์ในยุคปัจจุบันก็ไม่มีการตักบาตรพระอุปคุตแล้ว และความเชื่อเรื่องพระอุปคุตนี้มีแต่เพียงทางภาคเหนือเท่านั้น ไม่มีทางใต้ตั้งแต่จังหวัดอุตรดิตถ์ลงไปแล้ว ซึ่งวันตักบาตรต้องเป็นวันขึ้น 15 ค่ำตรงกับวันพุธเท่านั้น

ชาวบ้านเคารพนับถือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุไม่กล้าท้าท้าย ขอหวย ขอปลุกเสกพระเครื่อง

         หลวงพ่อปัญญาฯจะพูดเล่นกับโยมท่านหนึ่งในวัดอุโมงค์ชื่อตาแก้ว จะเย้าแหย่ว่า “ตาแก้ว วันนี้ไม่ซื้อล็อตเตอรี่เหรอ” ซึ่งลุงแก้วอยู่รับใช้ที่วัดตั้งแต่ พ.ศ. 2492-2510 โดยเป็น            เพื่อนเล่นโยมเจ้าแม่สุรีฉาย  สมัยเป็นเด็กของโยมเจ้าแม่สุรีฉายบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งในสมัยก่อนที่นี่ไม่ปลุกเสกพระเครื่อง  เพราะชาวบ้านเคารพหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ไม่มีใครกล้าท้าทาย และช่วงสมัยอาตมามีคนโทรมาถามว่าที่นี่ไม่ปลุกเสกจตุคามหรือ  ก็มีคนโทรมาถามบ่อยที่สุดเลย มันเป็นเรื่องลำบากเดี๋ยวใครได้  เดี๋ยวใครไม่ได้  ซึ่งที่นี่มีแต่พระคง  พระรอดที่พบริมสระน้ำในวัดอุโมงค์ตามใต้ฐานเจดีย์ฐานพระพุทธรูปนั่นเอง 

อาถรรพ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัดอุโมงค์ ในทัศนะเจ้าอาวาส -หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

           ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าในสมัยเป็นเด็กวัดนั้นเมื่อหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ บอกว่า “สิงห์เธอไปนอนเฝ้าหน้าห้อง  กลัวคนมางัดห้อง”  ก็ไม่เคยเจอผี  แต่ว่าสมัยเป็นพระก็นอนเฝ้าห้อง               ให้ท่านเหมือนเดิมซึ่งก็เฝ้าดูหนังสือให้ท่านด้วย แต่ว่าวันดีคืนดี มีคนรูปร่างดำใหญ่พังประตูสองชั้น และพังมุ้งลวดเข้ามาในห้อง ซึ่งคนรูปร่างตัวใหญ่นั้น ก็เข้ามาบีบคอมั่ง นั่งทับบ้าง อาตมาก็เฉยๆ ไม่ได้วิ่งหนีอะไรก็นอนอยู่เท่านั้นเอง  ซึ่งอาตมาเท่าที่รู้จากโยมคือเจอคุณโยมคนหนึ่งหิ้วตะกร้าเข้ามาวัดก็ถามเขาว่า “มาหาพระอะไร” เขาก็ตอบว่า “ไม่ได้มาหาอะไร แค่มาทำบุญที่นี่” และพอเขาทำบุญเสร็จให้พรเขา แล้วก็ถามว่า “โยมอยู่ที่ไหน” เขาก็บอกว่าอยู่กรุงเทพฯ  รู้จักวัดอุโมงค์ได้อย่างไร  เขาก็ตอบว่า “รู้จากหลวงพ่อโตบอก” ซึ่งรู้ว่าเขาเป็นคนทรง จึงพาเขาเดินเที่ยวชมอุโมงค์ พอถึงหน้าอุโมงค์ก็ถามว่า “ท่านค่ะใครค่ะ รูปร่างใหญ่โตอยู่ที่นี่” อาตมาก็ถามว่า “โยมรู้ได้อย่างไร”  ซึ่งโยมคนนี้บอกว่า “นั่งสมาธิเห็นเมื่อคืนนี้” โดยเรื่องนี้อาตมาเคยทราบตั้งแต่เป็นเด็กวัด ทราบจากหลวงพี่ผู้เก่งสมาธิท่านก็บอกกับอาตมาว่า “ มีคนเฝ้าที่นี่รูปร่างใหญ่โต” ก็เป็นเรื่องเท่านั้น  ต่อมาจากนั้นก็มีคนมาขอนั่งสมาธิ  แค่คืนเดียวก็ได้เรื่อง  ตอนนั้นอาตมาอยู่กุฏิเก่า แล้วเณรหลับกันหมด ก็มีเสียงโยมร้องในอุโมงค์  รุ่งเช้าอาตมาก็ถามว่า “เมื่อคืน ใครร้อง” เขาก็บอกว่าเพื่อนของเขาร้องเองซึ่งเพื่อนของเขาพอจิตเป็นสมาธิแล้วมีคนรูปร่างใหญ่โตมานั่งคร่อม และพญานาคมาด้วย ส่วนอีกรายหนึ่ง  เขามาช่วยขับรถที่วัดอุโมงค์ และกลับบ้านไปโยมก็แปลกใจว่าลูกของเขา ซึ่งมาด้วยกับโยมคนขับรถว่าลูกของเขาออกจากวัด  แล้วบางวันก็หัวเราะบางวันก็ร้องไห้จึงไปหาคนทรงก็บอกว่าเวลาไปวัดอุโมงค์ก็ฝากลูกของเขาไว้เป็นดิบดีกับเจ้าที่ แต่ว่าเวลากลับออกจากวัดอุโมงค์ดันไม่บอกลา  ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องชวนขนลุกก็เขามาเล่าเรื่องให้อาตมาฟัง …    

แต่ว่าเรื่องพวกนี้ไม่เคยเอาไปถามหรือเล่าให้หลวงพ่อปัญญาฟังเลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

        ยามเย็น วันที่ 10 ตุลาคม 2550 เจ้าหน้าที่โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ ได้เข้าไปปฏิบัติงาน ณ วัดอุโมงค์ตามปกติ รู้สึกสะดุดตากับสวยดอกไม้ (กรวยดอกไม้) ที่งดงาม   วางตรงฐานรูปปั้นหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ โดยที่เราไม่ทราบเลยว่าขณะนั้นหลวงพ่อปัญญาเพิ่งละสังขารไปก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ในความรู้สึกของเจ้าอาวาส

         อาตมาไม่เคยถูกท่านหลวงพ่อปัญญาดุหรือโดนว่าอะไร ซึ่งอาตมาในพ.ศ.2507 ตั้งใจจะไปธุดงค์จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งขณะนั้นอยู่วัดชลประทานและอาตมา “จะไปลาท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเพื่อออกธุดงค์” แต่ว่าหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุพูดว่าไม่ให้ไปธุดงค์  ซึ่งหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุชวนให้อาตมาไปกับหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ  ซึ่งอาตมาถามกลับว่าจะให้ทำอะไร และหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุตอบว่า “ให้ไปแจกหนังสืออย่างเดียว” และไม่เคยให้เทศน์ เพราะรู้ว่าอาตมาเทศน์ไม่ได้ และแจกหนังสือเรื่องคำถาม คำตอบเรื่องประวัติพุทธเจ้าก็เดินทางไปจังหวัดยะลา  นราธิวาส  ปัตตานี และที่โคกโพธิ์ก็พบความแปลกใจ เมื่อพวกอิสลามใส่หมวกสิบกว่าคน มานั่งฟังเทศน์ซึ่งอาตมาแจกหนังสือเขาก็รับด้วย และอาตมาก็ถามว่าเอาไปทำไม เขาก็ตอบว่าเอาหนังสือไปอ่านและศึกษาด้วย 

ในที่สุดบทสนทนาของพวกเราก็จบลงด้วยว่ามีประเด็นทั้งด้านทางพุทธศาสนา-ผีและความรื่นรมย์ของชีวิตในวัดอุโมงค์  สวนพุทธธรรม นอกจากเงาไม้แล้เรายังพบธรรมชาติและธรรมะ โดยเปิดกว้างมุมมองต่อตัวตนของหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุกับวัดอุโมงค์ ซึ่งผ่านประสบการณ์ของเจ้าอาวาสวัดอุโมงค์รูปปัจจุบัน  ทั้งด้านแง่หลักธรรมคำสั่งสอน เรื่องเล่าของวิถีธรรมและเมตตาธรรม มีวิธีการเผยแพร่ธรรมะของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเหมาะสมกับพันธกิจของพระภิกษุสงฆ์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากพวกเราทราบข่าวหลวงพ่อปัญญามรณภาพ ก็ได้เข้าค้นแฟ้มข้อมูลของโครงการฯ พบภาพหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุที่ท่านได้ถ่ายภาพร่วมกับหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ

ที่หน้าอุโมงค์ วัดอุโมงค์ (ภาพ: วัดอุโมงค์)

 

สัมภาษณ์, เรียบเรียง: อรรคพล  สาตุ้ม 

ผู้ร่วมสัมภาษณ์: คุณเทพฤทธิ์   นันทสกุล

ตรวจทาน: พัชริดา  บุญโคตร

zp8497586rq


Comments are closed.



umong painting
สงวนสิทธิ์ข้อมูลภายในเว็บไซต์โดย โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์
ตู้ ปณ. 57 ปณ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 50202
โทรศัพท์ 66 9682 6573, 66 1530 7211
e -mail: miracle@umongpainting.com website: http://www.umongpainting.com