<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Umong Painting &#187; บทความพิเศษ</title>
	<atom:link href="http://www.umongpainting.com/category/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.umongpainting.com</link>
	<description>โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 Jun 2010 15:34:34 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สีสันในจิตรกรรม</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/colors</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/colors#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2010 17:22:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=385</guid>
		<description><![CDATA[


ภาพจำลองการใช้สีเขียวตัดกับแดงในจิตรกรรมภายในอุโมงค์ที่ 2 

&#8220;&#8230;รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก&#8230;&#8221;

ภาพจำลองจิตรกรรมวัดอุโมงค์อันเป็นภาพที่สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการคัดลอกงานจิตรกรรม และการปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยกระบวนการทางเคมีได้ทำให้เราเห็นจิตรกรมฝาผนังในสภาพเดิมก่อนการชำรุดเมื่อราว 500 ปีก่อนว่า ในด้านการใช้สีนั้น สีหลักที่ใช้ในงานก็คือ สีแดงสดหรือสีแดงชาด กับสีเขียวสด (สีเขียวสดดังกล่าวหากเทียบเคียงกับสีสมัยใหม่จะเทียบเคียงได้ใกล้เคียงกันมากกับสีเขียว Emerald 



Green ที่ผู้ทำงานศิลปะและการออกแบบคุ้นเคยกันดี)
โดยสีแดง และเขียวที่ปรากฏในจิตรกรรมนั้นเป็นการใช้คู่สีตรงกันข้ามตัดกันในสัดส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 รูปแบบการใช้สีดังกล่าว หากกล่าวตามทฤษฎีสีแล้ว ก็เป็นการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีสีและการออกแบบในงานศิลปะที่พบแพร่หลายในงานศิลปะและการออกแบบทั้งในงานจิตรกรรม สิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิตอล ในยุคปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทฤษฎีอยู่ส่วนหนึ่งที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในส่วนการใช้สีคู่ตรงกันข้ามในงานออกแบบว่า การออกแบบที่ดีในการใช้คู่สีตรงกันข้ามนั้นควรให้คู่สีตรงกันข้ามในวงจรสีธรรมชาติมีสัดส่วนส่วนสีที่ตัดกันในอัตราส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 จะถือว่างดงามลงตัวที่สุด
ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก 
น่าสังเกตด้วยว่าช่างล้านนาไทยโบราณได้รู้จักแนวคิดนี้ก่อนการเข้ามาของทฤษฎีสี  และทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะจากตะวันตกจะแพร่หลายสู่ประเทศไทยในอีกหลายร้อยปีต่อมา
ข้อสังเกตการใช้สีดังกล่าวในงานจิตรกรรมวัดอุโมงค์นั้น  ในเชิงปรัชญามีความสำคัญสูงมากเพราะเป็นการเปิดประเด็นนำไปสู่คำถามสำคัญว่า 
● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะปัจจุบันที่คนทำงานศิลปะและการออกแบบรู้จักและคุ้นเคยกันดีในปัจจุบันซึ่งล้วนเป็นการรู้จักผ่านตะวันตกทั้งสิ้นนั้น ฉะนั้นทฤษฎีดังกล่าวเป็นทฤษฎีที่มีความเป็นสากล(universal) ที่ไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ(time) เทศะ(space) ใช่หรือไม่
● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะเช่นนั้นเป็นความรู้ที่มนุษย์มีมาก่อนประสบการณ์(apriori) หรือว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์
ความเข้าใจที่มีต่อเรื่องเหล่านี้คือความจำเป็นพื้นฐานที่เป็นคำอธิบายว่าปรากฏการณ์ทางศิลปะที่วัดอุโมงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นไปอย่างไร  ช่างไทยแต่โบราณรู้จักการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีตะวันตกเช่นนั้นได้อย่างไร  
  
โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์จึงฝากเป็นคำถามให้ใครก็แล้วแต่ที่สนใจได้ช่วยคิดกัน
______________________________________________________________
 ฝ่ายวิชาการโคงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_380" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_150.jpg" class="lightview" rel="gallery[385]" title="จิตรกรรมในอุโมงค์ที่ 2"><img class="size-thumbnail wp-image-380 " title="จิตรกรรมในอุโมงค์ที่ 2" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_150-150x98.jpg" alt="" width="150" height="98" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ภาพจำลองการใช้สีเขียวตัดกับแดงในจิตรกรรมภายในอุโมงค์ที่ 2 </dd>
</dl>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #993300;"><span style="font-size: medium;">&#8220;&#8230;รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก&#8230;&#8221;</span></span></span></p>
</div>
<div class="mceTemp">ภาพจำลองจิตรกรรมวัดอุโมงค์อันเป็นภาพที่สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการคัดลอกงานจิตรกรรม และการปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยกระบวนการทางเคมีได้ทำให้เราเห็นจิตรกรมฝาผนังในสภาพเดิมก่อนการชำรุดเมื่อราว 500 ปีก่อนว่า ในด้านการใช้สีนั้น สีหลักที่ใช้ในงานก็คือ สีแดงสดหรือสีแดงชาด กับสีเขียวสด (สีเขียวสดดังกล่าวหากเทียบเคียงกับสีสมัยใหม่จะเทียบเคียงได้ใกล้เคียงกันมากกับสีเขียว Emerald </div>
<div class="mceTemp"><span id="more-385"></span></div>
<div class="mceTemp">
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>Green ที่ผู้ทำงานศิลปะและการออกแบบคุ้นเคยกันดี)</p>
<p>โดยสีแดง และเขียวที่ปรากฏในจิตรกรรมนั้นเป็นการใช้คู่สีตรงกันข้ามตัดกันในสัดส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 รูปแบบการใช้สีดังกล่าว หากกล่าวตามทฤษฎีสีแล้ว ก็เป็นการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีสีและการออกแบบในงานศิลปะที่พบแพร่หลายในงานศิลปะและการออกแบบทั้งในงานจิตรกรรม สิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิตอล ในยุคปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทฤษฎีอยู่ส่วนหนึ่งที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในส่วนการใช้สีคู่ตรงกันข้ามในงานออกแบบว่า การออกแบบที่ดีในการใช้คู่สีตรงกันข้ามนั้นควรให้คู่สีตรงกันข้ามในวงจรสีธรรมชาติมีสัดส่วนส่วนสีที่ตัดกันในอัตราส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 จะถือว่างดงามลงตัวที่สุด</p>
<p>ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก <br />
น่าสังเกตด้วยว่าช่างล้านนาไทยโบราณได้รู้จักแนวคิดนี้ก่อนการเข้ามาของทฤษฎีสี  และทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะจากตะวันตกจะแพร่หลายสู่ประเทศไทยในอีกหลายร้อยปีต่อมา</p>
<p>ข้อสังเกตการใช้สีดังกล่าวในงานจิตรกรรมวัดอุโมงค์นั้น  ในเชิงปรัชญามีความสำคัญสูงมากเพราะเป็นการเปิดประเด็นนำไปสู่คำถามสำคัญว่า </p>
<p>● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะปัจจุบันที่คนทำงานศิลปะและการออกแบบรู้จักและคุ้นเคยกันดีในปัจจุบันซึ่งล้วนเป็นการรู้จักผ่านตะวันตกทั้งสิ้นนั้น ฉะนั้นทฤษฎีดังกล่าวเป็นทฤษฎีที่มีความเป็นสากล(universal) ที่ไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ(time) เทศะ(space) ใช่หรือไม่<br />
● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะเช่นนั้นเป็นความรู้ที่มนุษย์มีมาก่อนประสบการณ์(apriori) หรือว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์</p>
<p>ความเข้าใจที่มีต่อเรื่องเหล่านี้คือความจำเป็นพื้นฐานที่เป็นคำอธิบายว่าปรากฏการณ์ทางศิลปะที่วัดอุโมงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นไปอย่างไร  ช่างไทยแต่โบราณรู้จักการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีตะวันตกเช่นนั้นได้อย่างไร  <br />
  <br />
โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์จึงฝากเป็นคำถามให้ใครก็แล้วแต่ที่สนใจได้ช่วยคิดกัน</p>
<p>______________________________________________________________</p>
<p><span style="color: #993300;"> ฝ่ายวิชาการโคงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ : เรียบเรียง</span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/colors/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จิตรกรรมฝาผนังล้านนา: การค้นพบใหม่ที่วัดอุโมงค์</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/tunnel</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/tunnel#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Jun 2010 05:02:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[


ภาพที่ 1: วัดอุโมงค์ แลเห็นเจดีย์ในด้านบนและอุโมงค์ในด้านหน้าจากมุมองด้านทิศตะวันออก โดยทางเข้าอุโมงค์ทั้ง 2 ที่ปรากฏในภาพก็คืออุโมงค์ที่ 4 และ 5 ตามแผนผังในภาพที่ 2 

&#8220;&#8230;จิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาคือจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์&#8230;&#8221;


เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่  จิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์     ตัวอุโมงค์ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ โดยหันทางเข้าหลักไปยังทิศตะวันออกจำนวน 3 อุโมงค์ในด้านหน้า ซึ่งอุโมงค์กลาง (อุโมงค์ที่ 4) มีขนาดใหญ่ที่สุด 
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันปรากฏจิตรกรรมฝาผนังให้สังเกตเห็นได้ เพียง 3 อุโมงค์เท่านั้น คือ อุโมงค์ที่ 1, 2, และ 3
            ปัจจุบันแม้ว่าจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์จะอยู่ในสภาพลบเลือนมาก แต่การคัดลอกจิตรกรรมเหล่านั้น  ทั้งโดยการคัดลอกลายเส้น และการคัดลอกเป็นภาพสี โดยเทคนิคการเขียนด้วยมือและการใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการทำงานคัดลอกจิตรรรม   ทำให้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเก่าแก่ของศิลปะล้านนาที่มีอายุกว่า 500 ปีได้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง




ภาพที่ 2: เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง จิตรกรรมในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์ ที่ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ (ภาพที่ 2.1-2.3 ดูภาพขยายข้างล่าง)

จิตรกรรมทั้ง 3 อุโมงค์มีรายละเอียดของลวดลายที่แตกต่างกันไป  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 1 พบว่าเขียนภาพเถาลายดอกโบตั๋นสลับกับภาพนกหลากหลาย  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_311" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_25.jpg" class="lightview" rel="gallery[370]" title="วัดอุโมงค์  "><img class="size-thumbnail wp-image-311" title="วัดอุโมงค์  " src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_25-150x112.jpg" alt="วัดอุโมงค์" width="150" height="112" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ภาพที่ 1: วัดอุโมงค์ แลเห็นเจดีย์ในด้านบนและอุโมงค์ในด้านหน้าจากมุมองด้านทิศตะวันออก โดยทางเข้าอุโมงค์ทั้ง 2 ที่ปรากฏในภาพก็คืออุโมงค์ที่ 4 และ 5 ตามแผนผังในภาพที่ 2 </dd>
</dl>
<p>&#8220;&#8230;จิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาคือจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์&#8230;&#8221;</p>
</div>
<div class="mceTemp">
<p>เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่  จิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์     ตัวอุโมงค์ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ โดยหันทางเข้าหลักไปยังทิศตะวันออกจำนวน 3 อุโมงค์ในด้านหน้า ซึ่งอุโมงค์กลาง (อุโมงค์ที่ 4) มีขนาดใหญ่ที่สุด <br />
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันปรากฏจิตรกรรมฝาผนังให้สังเกตเห็นได้ เพียง 3 อุโมงค์เท่านั้น คือ อุโมงค์ที่ 1, 2, และ 3</p>
<p>            ปัจจุบันแม้ว่าจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์จะอยู่ในสภาพลบเลือนมาก แต่การคัดลอกจิตรกรรมเหล่านั้น  ทั้งโดยการคัดลอกลายเส้น และการคัดลอกเป็นภาพสี โดยเทคนิคการเขียนด้วยมือและการใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการทำงานคัดลอกจิตรรรม   ทำให้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเก่าแก่ของศิลปะล้านนาที่มีอายุกว่า 500 ปีได้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p><span id="more-370"></span></p>
<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_312" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_26.jpg" class="lightview" rel="gallery[370]" title="ผังวัดอุโมงค์"><img class="size-medium wp-image-312" title="ผังวัดอุโมงค์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_26-300x202.jpg" alt="" width="300" height="202" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ภาพที่ 2: เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง จิตรกรรมในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์ ที่ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ (ภาพที่ 2.1-2.3 ดูภาพขยายข้างล่าง)</dd>
</dl>
<p>จิตรกรรมทั้ง 3 อุโมงค์มีรายละเอียดของลวดลายที่แตกต่างกันไป  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 1 พบว่าเขียนภาพเถาลายดอกโบตั๋นสลับกับภาพนกหลากหลาย  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 2 เขียนภาพลายบัวสลับกับลายเมฆ    จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 3  เขียนลายบัวสลับกับลายประจำยาม  แม้ว่าจิตรกรรมทั้ง 3  อุโมงค์จะมีรายละเอียดของลวดลายต่างกันไปแต่ว่าทั้งหมดก็มีรูปแบบการจัดองค์ประกอบหรือหลักในการออกแบบบนพื้นฐานเดียวกันคือการออกแบบลวดลายเรียงซ้ำสลับกันไปแบบลายผ้าทั้ง 3  อุโมงค์</p>
<p>นอกจากนั้นแล้วเทคนิคในงานจิตรกรรมนั้นก็เป็นจิตรกรรมที่เขียนด้วยสีฝุ่น ระบายสี และตัดเส้นตามอย่างจิตรกรรมไทย  รวมทั้งจิตรกรรมได้ใช้สีแดงสดหรือสีแดงชาดเป็นสีหลัก โดยใช้สีเขียว เขียวสด ดำ ขาวเป็นส่วนประกอบ </p>
<p>    ตั้งข้อสังเกตได้ว่าแต่เดิมนั้นคงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังประดับตกแต่งอยู่ในทุกอุโมงค์ เพียงแต่ว่าปัจจุบันได้ชำรุดหมดเหลือหลักฐานเพียง 3 อุโมงค์เท่านั้น</p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/tunnel/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค้นหาที่มาของรูปแบบเจดีย์วัดอุโมงค์</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/chedibig</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/chedibig#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jun 2010 13:59:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=272</guid>
		<description><![CDATA[
&#8220;&#8230;เจดีย์ทรงระฆังยุคต้นของศิลปะล้านนา&#8230;&#8221; 
เจดีย์วัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่  เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ  เชียงใหม่ โดยอยู่ในบริเวณที่ต่อเนื่องกับอุโมงค์ทาง ด้านทิศเหนือ เจดีย์วัดอุโมงค์ นับว่าเป็นเจดีย์องค์สำคัญองค์หนึ่งที่มีการกล่าวถึงในการศึกษารูปแบบเจดีย์ ในศิลปะล้านนาอยู่เสมอ  มีทั้งข้อคิดเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างไป โดยมีประเด็น และผลการศึกษาที่สำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ทฤษฎีเกี่ยวกับเจดีย์วัดอุโมงค์ที่มีอิทธิลพลมากในปัจจุบัน  กล่าวตามลำดับคือ



 เจดีย์ทรงระฆัง  หรือเจดีย์ทรงกลม คือเจดีย์รูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเด่นคือ มีองค์ระฆังในสัณฐานทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปรูปทรงเจดีย์อาจแบ่งส่วนหลักออกได้ 3 ส่วนคือ ส่วนล่าง ส่วนกลาง และส่วนบน โดยองค์ระฆังมักจะอยู่ในส่วนกลางเสมอ
 กล่าวอย่างกว้างได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังระยะแรกของศิลปะล้านนาที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19  ปรับปรุงจากเจดีย์ทรงระฆังแบบหนึ่งในศิลปะพุกาม  ครั้นล่วงมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องกับต้นพุทธศตวรรษถัดมา เจดีย์ทรงนี้คลี่คลายไปโดยมีรูปทรงที่สูงโปร่ง และในช่วงเวลาของพุทธศตวรรษที่ 21 รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังจึงมีการคลี่คลายปรับเปลี่ยนค่อยข้างรวดเร็ว  ทั้งนี้เนื่องจากการเกี่ยวข้องกับรูปแบบของเจดีย์ในศิลปะสุโขทัย  และสามารถกล่าวในรายละเอียดในฐานะที่เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์องค์สำคัญยุคต้นๆของพัฒนาการเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนานั้น ตามตำนานปัญหาเถรจันทร์  กล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังราย ครั้งนั้นวัดนี้อาจมีชื่อว่าวัดไผ่สิบเอ็ดกอ งานก่อสร้างเริ่มขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังรายคงสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ต่อมาได้รับการบูรณะในรัชกาลของพระเมืองแก้ว คงในคราวนั้นหรือหลังจากนั้นได้มีการปั้นปูนประดับลวดลายที่ส่วนฐานใต้ทรงระฆังมีการปรับเปลี่ยนที่ทรงกรวยอันเป็นส่วนบนของเจดีย์ โดยประดับรูปกลีบบัวทรงยาวประกอบกันเป็นบัวคว่ำและบัวหงาย(ปัทมบาท) ตามแบบอย่างของเจดีย์มอญพม่า องค์เจดีย์ในปัจจุบัน ยังเหลือแบบแผนที่น่าจะเป็นเค้าเดิม คือระเบียบของฐานในผังกลม 3 ฐานซ้อนลดหลั่น เป็นชุดฐานรองรับทรงระฆังใหญ่ ต่อขึ้นไปคือบัลลังก์สี่เหลี่ยม ส่วนยอดที่ทรงกรวยประกอบด้วยส่วนสำคัญที่ทางภาคกลางเรียกว่า ปล้องไฉน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_275" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_68.jpg" class="lightview" rel="gallery[272]" title="เจดีย์วัดอุโมงค์"><img class="size-thumbnail wp-image-275  " title="เจดีย์วัดอุโมงค์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_68-150x137.jpg" alt="" width="150" height="137" /></a><p class="wp-caption-text">เจดีย์วัดอุโมงค์ พ.ศ.2492 (ภาพ: บุญเสริม สาตราภัย) และปัจจุบัน</p></div>
<p><br class="spacer_" /><span style="color: #993300;"><span style="font-size: medium;">&#8220;&#8230;เจดีย์ทรงระฆังยุคต้นของศิลปะล้านนา&#8230;&#8221;</span></span><br class="spacer_" /><span style="color: #993300;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: x-small;"><span style="font-size: small;"> </span></span></span></span></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: x-small;"><span style="font-size: small;">เจดีย์วัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่  เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ  เชียงใหม่ โดยอยู่ในบริเวณที่ต่อเนื่องกับอุโมงค์ทาง ด้านทิศเหนือ เจดีย์วัดอุโมงค์ นับว่าเป็นเจดีย์องค์สำคัญองค์หนึ่งที่มีการกล่าวถึงในการศึกษารูปแบบเจดีย์ ในศิลปะล้านนาอยู่เสมอ  มีทั้งข้อคิดเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างไป โดยมีประเด็น และผลการศึกษาที่สำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ทฤษฎีเกี่ยวกับเจดีย์วัดอุโมงค์ที่มีอิทธิลพลมากในปัจจุบัน  กล่าวตามลำดับคือ</span><span id="more-272"></span></span></span></span></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p> เจดีย์ทรงระฆัง  หรือเจดีย์ทรงกลม คือเจดีย์รูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเด่นคือ มีองค์ระฆังในสัณฐานทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปรูปทรงเจดีย์อาจแบ่งส่วนหลักออกได้ 3 ส่วนคือ ส่วนล่าง ส่วนกลาง และส่วนบน โดยองค์ระฆังมักจะอยู่ในส่วนกลางเสมอ<br class="spacer_" /></p>
<p> กล่าวอย่างกว้างได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังระยะแรกของศิลปะล้านนาที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19  ปรับปรุงจากเจดีย์ทรงระฆังแบบหนึ่งในศิลปะพุกาม  ครั้นล่วงมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องกับต้นพุทธศตวรรษถัดมา เจดีย์ทรงนี้คลี่คลายไปโดยมีรูปทรงที่สูงโปร่ง และในช่วงเวลาของพุทธศตวรรษที่ 21 รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังจึงมีการคลี่คลายปรับเปลี่ยนค่อยข้างรวดเร็ว  ทั้งนี้เนื่องจากการเกี่ยวข้องกับรูปแบบของเจดีย์ในศิลปะสุโขทัย  และสามารถกล่าวในรายละเอียดในฐานะที่เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์องค์สำคัญยุคต้นๆของพัฒนาการเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนานั้น ตามตำนานปัญหาเถรจันทร์  กล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังราย ครั้งนั้นวัดนี้อาจมีชื่อว่าวัดไผ่สิบเอ็ดกอ งานก่อสร้างเริ่มขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังรายคงสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ต่อมาได้รับการบูรณะในรัชกาลของพระเมืองแก้ว คงในคราวนั้นหรือหลังจากนั้นได้มีการปั้นปูนประดับลวดลายที่ส่วนฐานใต้ทรงระฆังมีการปรับเปลี่ยนที่ทรงกรวยอันเป็นส่วนบนของเจดีย์ โดยประดับรูปกลีบบัวทรงยาวประกอบกันเป็นบัวคว่ำและบัวหงาย(ปัทมบาท) ตามแบบอย่างของเจดีย์มอญพม่า องค์เจดีย์ในปัจจุบัน ยังเหลือแบบแผนที่น่าจะเป็นเค้าเดิม คือระเบียบของฐานในผังกลม 3 ฐานซ้อนลดหลั่น เป็นชุดฐานรองรับทรงระฆังใหญ่ ต่อขึ้นไปคือบัลลังก์สี่เหลี่ยม ส่วนยอดที่ทรงกรวยประกอบด้วยส่วนสำคัญที่ทางภาคกลางเรียกว่า ปล้องไฉน และปลี ที่ท้องไม้ของบานกลมแต่ละฐานประดับด้วยแถวช่องสี่เหลี่ยมไว้โดยรอบงานประดับเช่นนี้รวมทั้งขนาดที่ใหญ่ของทรงระฆัง เกี่ยวข้องกับแบบแผนของเจดีย์แบบหนึ่งของพุกาม สร้างเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่18 เช่นเจดีย์ในบริเวณวัดถิทสวดี (Thitsavadi Temple)  ในหมู่บ้านปวาสอ(Pwasaw)ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกาม (สันติ    เล็กสุขุม ,2538 :101-103)</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>ต้นกำเนิดองค์ประกอบของเจดีย์ที่เรียกว่าทรงระฆังนั้น คงเกิดจากโครงสร้างรูปโดมครึ่งวงกลมของสถูปในประเทศอินเดียที่มีชื่อเรียกว่า อัณฑะ หรือ ครรภะ ซึ่งมีผู้ให้ความหมายว่าเป็นสัญยลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาลและภาชนะบรรจุด้วยจักรวาล ลักษณะของอัณฑะเมื่อมีการแพร่กระจายไปในดินแดนต่างๆ ทำให้มีวิวัฒนาการที่ต่างกันไป รูปแบบที่พบในประเทศไทยมีทรงระฆังเป็นรูปแบบที่แพร่หลายมากที่สุด  ลักษณะโดยรวมของเจดีย์ทรงระฆังได้แก่ส่วนฐานรับมาลัยเถา องค์ระฆัง บัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลี ซึ่งในรายละเอียดนั้นจะแตกต่างกันไปตามแหล่งศิลปะต่างๆ (จิรศักดิ์     เดชวงศ์ญา, 2541 : 13-16)<br />
 <br />
เจดีย์ทรงระฆังของเมืองเชียงใหม่พบว่าได้รับอิทธิพลจากหลายแห่งเข้ามาผสมผสานกัน และมีพัฒนาการที่ทำให้แตกต่างไปจากต้นแบบจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของตนเองอาจจำแนกได้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเจดีย์ที่รับอิทธิพลจากเจดีย์แบบศิลปะพม่าและพัฒนาจนกลายเป็นเจดีย์พื้นเมือง กลุ่มที่เป็นเจดีย์ที่รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยพัฒนาปะปนกับแบบเจดีย์พื้นเมือง และกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มเจดีย์ที่ลอกเลียนแบบมาจากศิลปะพม่ารุ่นหลังราวปลายพุทธศตวรรษที่ 23 เป็นต้นมา เจดีย์กลุ่มต่างๆ มีแนวพัฒนาการที่แตกต่างกันในรายละเอียดแต่ก็มีการปะปนรูปแบบซึ่งกันและกันอยู่เสมอ โดยเจดีย์ทรงระฆังในยุคต้นที่พบในศิลปะล้านนามีลักษณะของการพัฒนาการดังนี้</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>เจดีย์ทรงระฆังในเมืองเชียงใหม่กลุ่มนี้ยังไม่พบหลักฐานที่เก่าจนถึงสมัยการสร้างเมือง เมื่อพ.ศ. 1839 คงปรากฏเค้าโครงของเจดีย์ทรงระฆังราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เท่านั้น เจดีย์ทรงระฆังเมืองเชียงใหม่ที่ยังหลงเหลือเค้าโครงเดิมในระยะนี้น่าจะได้แก่เจดีย์วัดอุโมงค์เถรจันทร์เชิงดอยสุเทพเกี่ยวกับเจดีย์องค์นี้ยังมีข้อคิดที่ขัดแย้งกันในระยะเวลาการสร้างและรูปแบบของอิทธิพลทางศิลปะ ซึ่งบางท่านให้ความเห็นว่าแต่เดิมคงเป็นเจดีย์แบบเรือนธาตุสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นในรัชกาลสมัยพญามังราย ส่วนเจดีย์ทรงระฆังองค์ปัจจุบันน่าจะสร้างขึ้นในภายหลัง เป็นเจดีย์แบบล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลังกาโดยมีรูปแบบหลังจากเจดีย์วัดสวนดอกและสร้างขึ้นในรัชกาลพระเมืองแก้ว ส่วนยอดเจดีย์คล้ายศิลปะพม่าเพราะถูกซ่อมแซมขึ้นภายหลัง ความคิดเห็นที่ว่าเป็นอิทธิลพศิลปะลังกาตรงกันกับนักวิชาการท้องถิ่นซึ่งนำไปเปรียบเทียบกับพระเจดีย์มหาธาตุนครศรีธรรมราชและเข้าใจว่าเจดีย์วัดอุโมงค์นี้คงมีการดัดแปลงรูปแบบไปบ้างแล้ว ส่วนความเห็นที่แตกต่างออกไปเข้าใจว่า ลักษณะของฐานบัวในผังกลมสามฐานซ้อนลดหลั่นกัน ที่ท้องไม้ของฐานบัวเจาะช่องสี่เหลี่ยม รวมทั้งขนาดที่ใหญ่ของทรงระฆังมีความคล้ายคลึงกับเจดีย์แบบหนึ่งในศิลปะพม่าแบบพุกามราวพุทธศตวรรษที่ 18 ดังนั้นควรเป็นรูปแบบเจดีย์ราวพุทธศตวรรษที่19 </p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_274" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_66.jpg" class="lightview" rel="gallery[272]" title="sapada"><img class="size-medium wp-image-274    " style="margin-top: 30px; margin-bottom: px;" title="sapada" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_66-300x218.jpg" alt="เจดีย์สะปะดะ" width="300" height="218" /></a><p class="wp-caption-text">เจดีย์สะปะดะ (Sapada) ที่เมืองพุกามเ จดีย์ทรงระฆังในศิลปะพม่า ที่ได้รับอิทธิพลจากลังกา[(ภาพ : Inventory of monument at Pagan vol.2, p 292., pl.187b)</p></div>
<p>ลักษณะองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์วัดอุโมงค์แยกได้ดังนี้<br />
 <br />
ส่วนฐาน ประกอบด้วยฐานเขียงกลมซ้อนลดหลั่นกันสองชั้น โดยรอบมีลานประทักษิณและกำแพงแก้วเตี้ยๆ  ส่วนกลาง เป็นฐานบัวในผังกลมสามฐานซ้อนลดหลั่นกันรับแนววงแหวนกลมสองชั้นและองค์ระฆังขนาดใหญ่ ที่ท้องไม้ของฐานบัวแต่ละบานประดับด้วยลูกแก้วกลมสองเส้น ระหว่างลูกแก้วกลมเจาะช่องสี่เหลี่ยมตลอดแนว  ส่วนยอดเหนือองค์ระฆังเป็นบังลังก์สี่เหลี่ยมรูปฐานปัทมมีลูกแก้วกลมประดิษฐสองเส้น ที่มุมทั้งสี่ของบัลลังก์ประดับปูนปั้นรูปหน้ากาล ถัดขึ้นไปเป็นก้านฉัตรมีรูปเทวดาประนมหัตถ์ประทับยืนโดยรอบ ต่อยอดด้วยปล้องไฉน ปัทมบาท และปลี<br class="spacer_" />ยอด<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><p>ระเบียบของฐานบัวในผังกลมที่เจาะชองสี่เหลี่ยมบริเวณที่ท้องไม้ซ้อนลดหลั่นกันรับองค์ระฆังไม่สามารถปฏิเสธได้ถึงอิทธิพลของศิลปะพม่าแบบพุกาม ฐานเจาะช่องสี่เหลี่ยมที่ท้องไม้มีต้นกำเนิดจากฐานสถาปัตยกรรมในศิลปะอินเดียและแพร่กระจายไปในที่ต่างๆกัน แต่สำหรับฐานในศิลปะพม่าแบบพุกามแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฐานเจดีย์องค์ใหญ่หรือเล็กมักจะเจาะช่องสี่เหลี่ยมบริเวณท้องไม้ทั้งสิ้นแม้แต่ฐานชุกชีก็ยังนิยมเจะช่องเช่นกัน เจดีย์ทรงระฆังวัดอุโมงค์นี้คงรับอิทธิพลทางรูปแบบจากเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาที่ผ่านทางศิลปะพุกาม ดังที่อ้างถึงเจดีย์สะปะดะ (Sapada) ซึ่งพระภิกษุฉปัฎสร้างขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 การรับอิทธิลพทางรูปแบบคงไม่ได้ลอกเลียนโดยตรงจากเจดีย์สะปะดะ แต่น่าจะสร้างขึ้นร่วมสมัยกับกลุ่มเจดีย์รุ่นหลังกว่าที่มีวิวัฒนาการโดยเพิ่มจำนวนของฐานบัวในผังกลมซ้อนลดหลั่นกันเป็นสามฐานเช่นเจดีย์กัตตะปะถู่ป่าจี ที่สร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>เจดีย์วัดอุโมงค์นี้ถูกลักลอบขุดหาสมบัติทำให้พบว่าในองค์เจดีย์มีกรุอยู่ ลักษณะของกรุเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ผนังกรุมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรง<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_276" class="wp-caption aligncenter" style="width: 529px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_69.jpg" class="lightview" rel="gallery[272]" title="ฐานเจดีย์"><img class="size-full wp-image-276  " title="ฐานเจดีย์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_69.jpg" alt="ฐานเจดีย์วัดอุโมงค์" width="519" height="283" /></a><p class="wp-caption-text">ซ้าย : ภาพขยายฐานเจดีย์สะปะดะ เมืองพุกาม ประเทศพม่า, ขวา : ภาพขยายฐานเจดีย์วัดอุโมงค์ เมืองเชียงใหม่ มีสัณฐานและรายละเอียด คล้ายคลึงกับเจดีย์ในศิลปะพม่า สมัยพุกาม อันได้แก่ ฐานทรงกลมซ้อนชั้น และการเจาะท้องไม้ เป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>เจดีย์วัดอุโมงค์นี้ถูกลักลอบขุดหาสมบัติทำให้พบว่าในองค์เจดีย์มีกรุอยู่ ลักษณะของกรุเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ผนังกรุมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรง พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุพระพักตร์ทรงเหลี่ยมมน ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีรูปดอกบัวตูมมีประภามณฑลปลายโค้งรูปกระหนก ลักษณะพระพักตร์และพระวรกายที่ยังไม่อวบอ้วนมากนักอาจเทียบได้กับพระพุทธรูปปูนปั้นที่ประดับฝาผนังเรือนธาตุด้านทิศเหนือของเจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน ตลอดจนพรพุทธรูปดุนลายทองบนองค์ระฆังเจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูน และพระพุทธรูปสำริดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัยซึ่งสร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 สำหรับชายสังฆาฏิที่ยาวถึงปลายพระอุทรนั้นได้มีการอธิบายถึงการรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย ซึ่งอาจเป็นไปได้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับสุโขทัยนั้นเริ่มมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งเริ่มสร้างเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.1839 และยังคงมีความสัมพันธ์กันเรื่อยมาดังที่พบข้อความกล่าวถึงเมืองเชียงแสนในศิลาจารึกหลักที่2 ซึ่งน่าจะจารึกขึ้นระหว่างปี พ.ศ.1884-1910 ในระยะนั้นสุโขทัยคงยอมรับเชียงแสนในฐานะเมืองหลวงของล้านนาเพราะพระเจ้าคำฟูประทับที่นี่จนสิ้นรัชกาลหลังจากนั้นเชียงใหม่ได้เปลี่ยนมาเป็นศูนย์กลางของล้านนาแทนเพราะพญาผายูได้ย้ายมาประทับที่นี่ ดังนั้นรูปแบบศิลปะสุโขทัยคงมีอิทธิลพต่อศิลปะล้านนาได้เช่นกัน สำหรับชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรงในศิลปะสุโขทัยพบมาแล้วที่พระพุทธรูปปูนปั้นประดับหน้าบันปรางค์วัดพระพายหลวง สุโขทัยที่ควรมีอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 แต่มีข้อน่าสังเกตว่าชายสังฆาฏิของพระพุทธรูปสุโขทัยรุ่นต่อมานอกจากจะยาวจรดพระนาภีแล้วมักจะเล่นปลายตัดตรงที่กล่าวว่าอาจได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยจึงเป็นประเด็นที่น่าสงสัยอยู่ มีพระพุทธรูปในกลุ่มที่เรียกว่าพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่สองมีชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรงเช่นกันและเป็นพระพุทธรูปที่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 ถ้าหากยอมรับว่าเป็นอิทธิลพจากศิลปะอยุธยาแล้วก็ตรงกับข้อสันนิษฐานที่ว่า ลายดอกกลมสลับประจำยามก้ามปูที่ฐานพระพุทธรูปองค์เดียวกันน่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาตอนต้น ข้อสันนิษฐานนี้ตรงกับบางท่านที่อธิบายว่าภาพอดีตพุทธที่เขียนในกรุสถูปวัดอุโมงค์เป็นความนิยมที่แพร่หลายในศิลปะภาคกลางของประเทศไทยราวต้นพุทธศตวรรษที่20 อย่างไรก็ตามยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างว่าเป็นงานจิตรกรรมที่เขียนขึ้นในรัชกาลของพระเมืองแก้วโดยเปรียบเทียบลักษณะทางประติมาณวิทยากับกลุ่มพระพุทธรูปล้านนาราวพุทธศตวรรษที่  21 ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่และอยุธยาปรากฏในหลักฐานเอกสารที่กล่าวถึงแขกเมืองใต้ขึ้นมาในรัชกาลพญามังราย และในระยะต่อมา ยังมีหลักฐานกล่าวถึงพระเจ้ากือนาส่งพระยาอ้ายออนลงมาช่วยการศึกและถูกจับเป็นเชลยอยู่ที่อยุธยา หลังจากนั้นพระยาอ้ายออนได้บวชเป็นพระภิกษุและกลับขึ้นมาเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ.1916 ประกอบกับความในตำนานพระพุทธสิหิงค์ก็กล่าวถึงก่อนที่พญาพรหมจะนำพระพุทธสิหิงค์เข้ามาประดิษฐานที่เชียงใหม่ได้ผ่านสถานที่หลายแห่งรวมทั้งอยุธยาด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและภาคกลางประเทศไทยระยะนั้นควรมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือพญากือนาขึ้นครองราชย์เมื่อปีพ.ศ.1898 แต่กลับใช้เวลาถึง 14 ปี จึงไปนิมนต์พระสุมนเถระจากสุโขทัยในปี พ.ศ.1912 อาจเป็นไปได้ว่าระยะนั้นเป็นช่วงที่พญากือนาได้นิมนต์พระอุทุมพรมหาสวามีมาเชียงใหม่แต่พระอุทุมพรกลับส่งพระอานนท์มาแทนระยะเวลาดังกล่าวเป็นการฟูมฟักพุทธศาสนาแบบลังกาที่ผ่านทางพม่าในเชียงใหม่นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องปัญหาเถรจันทร์ซึ่งเป็นตำนานพระเถรจันทน์ได้ตอบโต้และแก้ไขปัญหาต่างๆ จนกระทั่งเป็นพระภิกษุที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป จากหลักฐานด้านต่างๆ ที่กล่าวมาทำให้สันนิษฐานได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์อาจจะสร้างขึ้นในต้นรัชกาลของพญากือนา ส่วนอุโมงค์ด้านทิศเหนือนั้นอาจสร้างขึ้นพร้อมกันหรือหลังจากนั้นเล็กน้อย แต่สำหรับส่วนยอดเจดีย์นั้นมีการซ่อมเพิ่มเติมภายหลังเพราะลักษณะของเทวดาที่ประดับรอบก้านฉัตรนั้นอาจเทียบได้กับเทวดาที่ประดับมุมเรือนธาตุของเจดีย์วัดโลกโมฬีที่ควรสร้างพร้อมกับเจดีย์เมื่อพ.ศ. 2071 และโดยเฉพาะปัทมบาทนั้นคงเพิ่มเติมภายหลังเมื่อนิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆังแบบพม่ารุ่นหลังแล้ว (จิรศักดิ์     เดชวงศ์ญา : 2541: 17-18)<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /> ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการแสวงหาทฤษฏีในการอธิบายหลักฐานฐานและข้อจริงเท่าที่สามารถสืบค้นและวิเคราะห์ได้ในปัจจุบัน  เพื่อถกเถียงทางวิชาการและต่อยอดทางความรู้ย่อมมีประโยชน์ และคุณค่าต่อการศึกษาเรื่องราวในอดีตของวัดอุโมงค์ และอดีตของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>_______________________________________________</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><span style="color: #000000;">บรรรานุกรม<br />
จิรศักดิ์   เดชวงศ์ญา,2541, เจดีย์เมืองเชียงใหม่, เชียงใหม่ : วรรณรักษ์.<br />
สันติ      เล็กสุขุม,2538, หริภุญชัยล้านนา, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.<br />
เสมอชัย      พูลสุวรรณ,2539, สัญลักษณ์ในงานจิตรกรรมไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-24,กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรม </span><span style="color: #000000;">     ศาสตร์.  </span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p>__________________________________________________</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" />ชมภาพเจดีย์วัดอุโมงค์เพิ่มเติมใน &#8220;ระเบียงภาพ&#8221; ที่<span style="color: #993300;"><a href="http://www.umongpainting.com/category/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e" target="_blank">เจดีย์วัดอุโมงค์</a></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
</p>
</p></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/chedibig/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คอมพิวเตอร์ช่วยไขปริศนาในงานจิตรกรรมโบราณได้อย่างไร</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/edi</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/edi#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 May 2010 12:03:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;&#8230;คอมพิวเตอร์มีส่วนสำคัญทำให้เราได้เห็นจิตรกรรมอายุกว่า 500 ปี ได้อีกครั้ง&#8230;&#8221;






คอมพิวเตอร์ คือ องค์ประกอบหนึ่งในการทำงานคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์

1. ถ่ายภาพจิตรกรรมที่ชำรุด และนำมา scan เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์

2. ใช้ คอมพิวเตอร์ปรับแต่งแก้ไขความชำรุดของภาพตามหลักฐานที่ปรากฏ


3. ใช้คอมพิวเตอร์ลบรอยคราบความสกปรกที่จับผิวจิตรกรรมโบราณออก โดยรักษาลวดลายดั้งเดิมของจิตรกรรมไว้ ทำให้เราเห็นภาพจิตรกรรมในสภาพที่ชัดเจนขึ้น






























ลายเครือเถากระหนกจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง คือที่มาของลายเครือเถากระหนกในจิตรกรรมฝาผนังที่วัดอุโมงค์ 











ภาพที่ได้จากคอมพิวเตอร์ดังกล่าว สามารถนำมาเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าลายดังกล่าวของจิตรกรรมวัดอุโมงค์นี้สามารถเทียบเคียงได้กับลวดลายในศิลปะจีนจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง (ประมาณ 500-700 ปี)
ผลจากการใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานคัดลอกและสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้เอง ทำให้เราได้ทราบถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปะและอาณาจักรล้านนาในยุครุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์มังราย โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มีกับอาณาจักรเพื่อนบ้านในยุคที่เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 500 ปีก่อน

ด้วยอายุจิตรกรรมกว่า 500 ปี นับว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาเพียงแห่งเดียวเท่าที่ยังเหลือหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน การใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการปฏิบัติงานดังกล่าวจึงช่วยให้เราสามารถไขปริศนาของจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์ที่ยังไม่มีใครเคยทราบมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย
การปฏิบัติงานดังกล่าวนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีด้าน computer graphic และศิลปะเข้าร่วมในการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานด้วย
นอกจากนั้นรูปภาพจิตรกรรมที่จัดเก็บด้วยระบบ digital จากการปฏิบัติงานด้วยคอมพิวเตอร์นั้น มีข้อดีอย่างยิ่งคือจะไม่มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเหมือนการเก็บข้อมูลด้วยฟิล์มสไลด์หรือภาพถ่าย ฉะนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการเก็บข้อมูลและปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยวิธีการที่ก้าวหน้าและสามารถรักษาข้อมูลได้อย่างยาวนาน และดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเราไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสกับผลงานจิตรกรรมจริงซึ่งอยู่ในสภาพที่บอบบางและกำลังรอการอนุรักษ์ตามกระบวนการทางเคมีจากผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด
ในขั้นต่อไปของการปฏิบัติงานทางโครงการฯจะได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปปฏิบัติงานปรับแต่งและสร้างภาพจิตรกรรมภายในอุโมงค์เพื่อผลการปฏิบัติงานที่มีความแม่นยำในการสร้างภาพที่สุด และจะขยายพื้นที่ในการสร้างภาพจิตรกรรมด้วยคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาพมุมกว้าง และดำเนินการในภาพส่วนอื่นๆที่ยังไม่ได้ดำเนินการต่อไปด้วย







]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #993300;">&#8220;&#8230;คอมพิวเตอร์มีส่วนสำคัญทำให้เราได้เห็นจิตรกรรมอายุกว่า 500 ปี ได้อีกครั้ง</span><span style="color: #993300;">&#8230;&#8221;</span></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_195" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_65.jpg" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_65"><img class="size-thumbnail wp-image-195 " title="admin_65" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_65-150x99.jpg" alt="" width="150" height="99" /></a><p class="wp-caption-text">จิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ ในภาพคือจิตรกรรมในอุโมงค์ที่ 2 ส่วนขยายของล้อมกรอบสีแดง คือภาพในรูปถัดไป (ภาพ : ภัทรุตม์ สายะเสวี)</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>คอมพิวเตอร์ คือ องค์ประกอบหนึ่งในการทำงานคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>1. ถ่ายภาพจิตรกรรมที่ชำรุด และนำมา scan เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>2. ใช้ คอมพิวเตอร์ปรับแต่งแก้ไขความชำรุดของภาพตามหลักฐานที่ปรากฏ<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>3. ใช้คอมพิวเตอร์ลบรอยคราบความสกปรกที่จับผิวจิตรกรรมโบราณออก โดยรักษาลวดลายดั้งเดิมของจิตรกรรมไว้ ทำให้เราเห็นภาพจิตรกรรมในสภาพที่ชัดเจนขึ้น<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><span id="more-194"></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_196" class="wp-caption alignleft" style="width: 295px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_9.gif" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_9"><img class="size-medium wp-image-196  " title="admin_9" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_9-300x154.gif" alt="" width="285" height="143" /></a><p class="wp-caption-text">ส่วนหนึ่งของจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ อยู่ในสภาพชำรุด (ถ่ายภาพ : อาทิตย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา)</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_201" class="wp-caption alignleft" style="width: 287px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_5.gif" class="lightview" rel="gallery[194]" title="retouth"><img class="size-medium wp-image-201 " title="retouth" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_5-300x154.gif" alt="" width="277" height="145" /></a><p class="wp-caption-text">จิตรกรรมวัดอุโมงค์หลังการแก้ไขความชำรุดด้วยคอมพิวเตอร์</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_203" class="wp-caption alignleft" style="width: 276px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_168.jpg" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_168"><img class="size-medium wp-image-203" title="admin_168" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_168-300x185.jpg" alt="" width="266" height="160" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพคัดลอกลายเส้นจิตรกรรม</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_204" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_6.gif" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_6"><img class="size-medium wp-image-204 " title="admin_6" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_6-300x127.gif" alt="" width="300" height="127" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ลายเครือเถากระหนกจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง คือที่มาของลายเครือเถากระหนกในจิตรกรรมฝาผนังที่วัดอุโมงค์ </dd>
</dl>
<p><br class="spacer_" /></p>
</div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>ภาพที่ได้จากคอมพิวเตอร์ดังกล่าว สามารถนำมาเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าลายดังกล่าวของจิตรกรรมวัดอุโมงค์นี้สามารถเทียบเคียงได้กับลวดลายในศิลปะจีนจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง (ประมาณ 500-700 ปี)</p>
<p><br class="spacer_" />ผลจากการใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานคัดลอกและสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้เอง ทำให้เราได้ทราบถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปะและอาณาจักรล้านนาในยุครุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์มังราย โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มีกับอาณาจักรเพื่อนบ้านในยุคที่เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 500 ปีก่อน<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>ด้วยอายุจิตรกรรมกว่า 500 ปี นับว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาเพียงแห่งเดียวเท่าที่ยังเหลือหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน การใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการปฏิบัติงานดังกล่าวจึงช่วยให้เราสามารถไขปริศนาของจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์ที่ยังไม่มีใครเคยทราบมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย<br class="spacer_" /></p>
<p>การปฏิบัติงานดังกล่าวนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีด้าน computer graphic และศิลปะเข้าร่วมในการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานด้วย<br class="spacer_" /></p>
<p>นอกจากนั้นรูปภาพจิตรกรรมที่จัดเก็บด้วยระบบ digital จากการปฏิบัติงานด้วยคอมพิวเตอร์นั้น มีข้อดีอย่างยิ่งคือจะไม่มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเหมือนการเก็บข้อมูลด้วยฟิล์มสไลด์หรือภาพถ่าย ฉะนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการเก็บข้อมูลและปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยวิธีการที่ก้าวหน้าและสามารถรักษาข้อมูลได้อย่างยาวนาน และดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเราไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสกับผลงานจิตรกรรมจริงซึ่งอยู่ในสภาพที่บอบบางและกำลังรอการอนุรักษ์ตามกระบวนการทางเคมีจากผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด</p>
<p><br class="spacer_" />ในขั้นต่อไปของการปฏิบัติงานทางโครงการฯจะได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปปฏิบัติงานปรับแต่งและสร้างภาพจิตรกรรมภายในอุโมงค์เพื่อผลการปฏิบัติงานที่มีความแม่นยำในการสร้างภาพที่สุด และจะขยายพื้นที่ในการสร้างภาพจิตรกรรมด้วยคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาพมุมกว้าง และดำเนินการในภาพส่วนอื่นๆที่ยังไม่ได้ดำเนินการต่อไปด้วย<br class="spacer_" /><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/edi/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

