“…เจดีย์ทรงระฆังยุคต้นของศิลปะล้านนา…”
เจดีย์วัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่ เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่ โดยอยู่ในบริเวณที่ต่อเนื่องกับอุโมงค์ทาง ด้านทิศเหนือ เจดีย์วัดอุโมงค์ นับว่าเป็นเจดีย์องค์สำคัญองค์หนึ่งที่มีการกล่าวถึงในการศึกษารูปแบบเจดีย์ ในศิลปะล้านนาอยู่เสมอ มีทั้งข้อคิดเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างไป โดยมีประเด็น และผลการศึกษาที่สำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ทฤษฎีเกี่ยวกับเจดีย์วัดอุโมงค์ที่มีอิทธิลพลมากในปัจจุบัน กล่าวตามลำดับคือ
เจดีย์ทรงระฆัง หรือเจดีย์ทรงกลม คือเจดีย์รูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเด่นคือ มีองค์ระฆังในสัณฐานทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปรูปทรงเจดีย์อาจแบ่งส่วนหลักออกได้ 3 ส่วนคือ ส่วนล่าง ส่วนกลาง และส่วนบน โดยองค์ระฆังมักจะอยู่ในส่วนกลางเสมอ
กล่าวอย่างกว้างได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังระยะแรกของศิลปะล้านนาที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19 ปรับปรุงจากเจดีย์ทรงระฆังแบบหนึ่งในศิลปะพุกาม ครั้นล่วงมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องกับต้นพุทธศตวรรษถัดมา เจดีย์ทรงนี้คลี่คลายไปโดยมีรูปทรงที่สูงโปร่ง และในช่วงเวลาของพุทธศตวรรษที่ 21 รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังจึงมีการคลี่คลายปรับเปลี่ยนค่อยข้างรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากการเกี่ยวข้องกับรูปแบบของเจดีย์ในศิลปะสุโขทัย และสามารถกล่าวในรายละเอียดในฐานะที่เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์องค์สำคัญยุคต้นๆของพัฒนาการเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนานั้น ตามตำนานปัญหาเถรจันทร์ กล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังราย ครั้งนั้นวัดนี้อาจมีชื่อว่าวัดไผ่สิบเอ็ดกอ งานก่อสร้างเริ่มขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังรายคงสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ต่อมาได้รับการบูรณะในรัชกาลของพระเมืองแก้ว คงในคราวนั้นหรือหลังจากนั้นได้มีการปั้นปูนประดับลวดลายที่ส่วนฐานใต้ทรงระฆังมีการปรับเปลี่ยนที่ทรงกรวยอันเป็นส่วนบนของเจดีย์ โดยประดับรูปกลีบบัวทรงยาวประกอบกันเป็นบัวคว่ำและบัวหงาย(ปัทมบาท) ตามแบบอย่างของเจดีย์มอญพม่า องค์เจดีย์ในปัจจุบัน ยังเหลือแบบแผนที่น่าจะเป็นเค้าเดิม คือระเบียบของฐานในผังกลม 3 ฐานซ้อนลดหลั่น เป็นชุดฐานรองรับทรงระฆังใหญ่ ต่อขึ้นไปคือบัลลังก์สี่เหลี่ยม ส่วนยอดที่ทรงกรวยประกอบด้วยส่วนสำคัญที่ทางภาคกลางเรียกว่า ปล้องไฉน และปลี ที่ท้องไม้ของบานกลมแต่ละฐานประดับด้วยแถวช่องสี่เหลี่ยมไว้โดยรอบงานประดับเช่นนี้รวมทั้งขนาดที่ใหญ่ของทรงระฆัง เกี่ยวข้องกับแบบแผนของเจดีย์แบบหนึ่งของพุกาม สร้างเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่18 เช่นเจดีย์ในบริเวณวัดถิทสวดี (Thitsavadi Temple) ในหมู่บ้านปวาสอ(Pwasaw)ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกาม (สันติ เล็กสุขุม ,2538 :101-103)
ต้นกำเนิดองค์ประกอบของเจดีย์ที่เรียกว่าทรงระฆังนั้น คงเกิดจากโครงสร้างรูปโดมครึ่งวงกลมของสถูปในประเทศอินเดียที่มีชื่อเรียกว่า อัณฑะ หรือ ครรภะ ซึ่งมีผู้ให้ความหมายว่าเป็นสัญยลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาลและภาชนะบรรจุด้วยจักรวาล ลักษณะของอัณฑะเมื่อมีการแพร่กระจายไปในดินแดนต่างๆ ทำให้มีวิวัฒนาการที่ต่างกันไป รูปแบบที่พบในประเทศไทยมีทรงระฆังเป็นรูปแบบที่แพร่หลายมากที่สุด ลักษณะโดยรวมของเจดีย์ทรงระฆังได้แก่ส่วนฐานรับมาลัยเถา องค์ระฆัง บัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลี ซึ่งในรายละเอียดนั้นจะแตกต่างกันไปตามแหล่งศิลปะต่างๆ (จิรศักดิ์ เดชวงศ์ญา, 2541 : 13-16)
เจดีย์ทรงระฆังของเมืองเชียงใหม่พบว่าได้รับอิทธิพลจากหลายแห่งเข้ามาผสมผสานกัน และมีพัฒนาการที่ทำให้แตกต่างไปจากต้นแบบจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของตนเองอาจจำแนกได้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเจดีย์ที่รับอิทธิพลจากเจดีย์แบบศิลปะพม่าและพัฒนาจนกลายเป็นเจดีย์พื้นเมือง กลุ่มที่เป็นเจดีย์ที่รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยพัฒนาปะปนกับแบบเจดีย์พื้นเมือง และกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มเจดีย์ที่ลอกเลียนแบบมาจากศิลปะพม่ารุ่นหลังราวปลายพุทธศตวรรษที่ 23 เป็นต้นมา เจดีย์กลุ่มต่างๆ มีแนวพัฒนาการที่แตกต่างกันในรายละเอียดแต่ก็มีการปะปนรูปแบบซึ่งกันและกันอยู่เสมอ โดยเจดีย์ทรงระฆังในยุคต้นที่พบในศิลปะล้านนามีลักษณะของการพัฒนาการดังนี้
เจดีย์ทรงระฆังในเมืองเชียงใหม่กลุ่มนี้ยังไม่พบหลักฐานที่เก่าจนถึงสมัยการสร้างเมือง เมื่อพ.ศ. 1839 คงปรากฏเค้าโครงของเจดีย์ทรงระฆังราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เท่านั้น เจดีย์ทรงระฆังเมืองเชียงใหม่ที่ยังหลงเหลือเค้าโครงเดิมในระยะนี้น่าจะได้แก่เจดีย์วัดอุโมงค์เถรจันทร์เชิงดอยสุเทพเกี่ยวกับเจดีย์องค์นี้ยังมีข้อคิดที่ขัดแย้งกันในระยะเวลาการสร้างและรูปแบบของอิทธิพลทางศิลปะ ซึ่งบางท่านให้ความเห็นว่าแต่เดิมคงเป็นเจดีย์แบบเรือนธาตุสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นในรัชกาลสมัยพญามังราย ส่วนเจดีย์ทรงระฆังองค์ปัจจุบันน่าจะสร้างขึ้นในภายหลัง เป็นเจดีย์แบบล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลังกาโดยมีรูปแบบหลังจากเจดีย์วัดสวนดอกและสร้างขึ้นในรัชกาลพระเมืองแก้ว ส่วนยอดเจดีย์คล้ายศิลปะพม่าเพราะถูกซ่อมแซมขึ้นภายหลัง ความคิดเห็นที่ว่าเป็นอิทธิลพศิลปะลังกาตรงกันกับนักวิชาการท้องถิ่นซึ่งนำไปเปรียบเทียบกับพระเจดีย์มหาธาตุนครศรีธรรมราชและเข้าใจว่าเจดีย์วัดอุโมงค์นี้คงมีการดัดแปลงรูปแบบไปบ้างแล้ว ส่วนความเห็นที่แตกต่างออกไปเข้าใจว่า ลักษณะของฐานบัวในผังกลมสามฐานซ้อนลดหลั่นกัน ที่ท้องไม้ของฐานบัวเจาะช่องสี่เหลี่ยม รวมทั้งขนาดที่ใหญ่ของทรงระฆังมีความคล้ายคลึงกับเจดีย์แบบหนึ่งในศิลปะพม่าแบบพุกามราวพุทธศตวรรษที่ 18 ดังนั้นควรเป็นรูปแบบเจดีย์ราวพุทธศตวรรษที่19

เจดีย์สะปะดะ (Sapada) ที่เมืองพุกามเ จดีย์ทรงระฆังในศิลปะพม่า ที่ได้รับอิทธิพลจากลังกา[(ภาพ : Inventory of monument at Pagan vol.2, p 292., pl.187b)
ลักษณะองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์วัดอุโมงค์แยกได้ดังนี้
ส่วนฐาน ประกอบด้วยฐานเขียงกลมซ้อนลดหลั่นกันสองชั้น โดยรอบมีลานประทักษิณและกำแพงแก้วเตี้ยๆ ส่วนกลาง เป็นฐานบัวในผังกลมสามฐานซ้อนลดหลั่นกันรับแนววงแหวนกลมสองชั้นและองค์ระฆังขนาดใหญ่ ที่ท้องไม้ของฐานบัวแต่ละบานประดับด้วยลูกแก้วกลมสองเส้น ระหว่างลูกแก้วกลมเจาะช่องสี่เหลี่ยมตลอดแนว ส่วนยอดเหนือองค์ระฆังเป็นบังลังก์สี่เหลี่ยมรูปฐานปัทมมีลูกแก้วกลมประดิษฐสองเส้น ที่มุมทั้งสี่ของบัลลังก์ประดับปูนปั้นรูปหน้ากาล ถัดขึ้นไปเป็นก้านฉัตรมีรูปเทวดาประนมหัตถ์ประทับยืนโดยรอบ ต่อยอดด้วยปล้องไฉน ปัทมบาท และปลี
ยอด
ระเบียบของฐานบัวในผังกลมที่เจาะชองสี่เหลี่ยมบริเวณที่ท้องไม้ซ้อนลดหลั่นกันรับองค์ระฆังไม่สามารถปฏิเสธได้ถึงอิทธิพลของศิลปะพม่าแบบพุกาม ฐานเจาะช่องสี่เหลี่ยมที่ท้องไม้มีต้นกำเนิดจากฐานสถาปัตยกรรมในศิลปะอินเดียและแพร่กระจายไปในที่ต่างๆกัน แต่สำหรับฐานในศิลปะพม่าแบบพุกามแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฐานเจดีย์องค์ใหญ่หรือเล็กมักจะเจาะช่องสี่เหลี่ยมบริเวณท้องไม้ทั้งสิ้นแม้แต่ฐานชุกชีก็ยังนิยมเจะช่องเช่นกัน เจดีย์ทรงระฆังวัดอุโมงค์นี้คงรับอิทธิพลทางรูปแบบจากเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาที่ผ่านทางศิลปะพุกาม ดังที่อ้างถึงเจดีย์สะปะดะ (Sapada) ซึ่งพระภิกษุฉปัฎสร้างขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 การรับอิทธิลพทางรูปแบบคงไม่ได้ลอกเลียนโดยตรงจากเจดีย์สะปะดะ แต่น่าจะสร้างขึ้นร่วมสมัยกับกลุ่มเจดีย์รุ่นหลังกว่าที่มีวิวัฒนาการโดยเพิ่มจำนวนของฐานบัวในผังกลมซ้อนลดหลั่นกันเป็นสามฐานเช่นเจดีย์กัตตะปะถู่ป่าจี ที่สร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19
เจดีย์วัดอุโมงค์นี้ถูกลักลอบขุดหาสมบัติทำให้พบว่าในองค์เจดีย์มีกรุอยู่ ลักษณะของกรุเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ผนังกรุมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรง

ซ้าย : ภาพขยายฐานเจดีย์สะปะดะ เมืองพุกาม ประเทศพม่า, ขวา : ภาพขยายฐานเจดีย์วัดอุโมงค์ เมืองเชียงใหม่ มีสัณฐานและรายละเอียด คล้ายคลึงกับเจดีย์ในศิลปะพม่า สมัยพุกาม อันได้แก่ ฐานทรงกลมซ้อนชั้น และการเจาะท้องไม้ เป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก
เจดีย์วัดอุโมงค์นี้ถูกลักลอบขุดหาสมบัติทำให้พบว่าในองค์เจดีย์มีกรุอยู่ ลักษณะของกรุเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ผนังกรุมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรง พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุพระพักตร์ทรงเหลี่ยมมน ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีรูปดอกบัวตูมมีประภามณฑลปลายโค้งรูปกระหนก ลักษณะพระพักตร์และพระวรกายที่ยังไม่อวบอ้วนมากนักอาจเทียบได้กับพระพุทธรูปปูนปั้นที่ประดับฝาผนังเรือนธาตุด้านทิศเหนือของเจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน ตลอดจนพรพุทธรูปดุนลายทองบนองค์ระฆังเจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูน และพระพุทธรูปสำริดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัยซึ่งสร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 สำหรับชายสังฆาฏิที่ยาวถึงปลายพระอุทรนั้นได้มีการอธิบายถึงการรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย ซึ่งอาจเป็นไปได้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับสุโขทัยนั้นเริ่มมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งเริ่มสร้างเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.1839 และยังคงมีความสัมพันธ์กันเรื่อยมาดังที่พบข้อความกล่าวถึงเมืองเชียงแสนในศิลาจารึกหลักที่2 ซึ่งน่าจะจารึกขึ้นระหว่างปี พ.ศ.1884-1910 ในระยะนั้นสุโขทัยคงยอมรับเชียงแสนในฐานะเมืองหลวงของล้านนาเพราะพระเจ้าคำฟูประทับที่นี่จนสิ้นรัชกาลหลังจากนั้นเชียงใหม่ได้เปลี่ยนมาเป็นศูนย์กลางของล้านนาแทนเพราะพญาผายูได้ย้ายมาประทับที่นี่ ดังนั้นรูปแบบศิลปะสุโขทัยคงมีอิทธิลพต่อศิลปะล้านนาได้เช่นกัน สำหรับชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรงในศิลปะสุโขทัยพบมาแล้วที่พระพุทธรูปปูนปั้นประดับหน้าบันปรางค์วัดพระพายหลวง สุโขทัยที่ควรมีอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 แต่มีข้อน่าสังเกตว่าชายสังฆาฏิของพระพุทธรูปสุโขทัยรุ่นต่อมานอกจากจะยาวจรดพระนาภีแล้วมักจะเล่นปลายตัดตรงที่กล่าวว่าอาจได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยจึงเป็นประเด็นที่น่าสงสัยอยู่ มีพระพุทธรูปในกลุ่มที่เรียกว่าพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่สองมีชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรงเช่นกันและเป็นพระพุทธรูปที่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 ถ้าหากยอมรับว่าเป็นอิทธิลพจากศิลปะอยุธยาแล้วก็ตรงกับข้อสันนิษฐานที่ว่า ลายดอกกลมสลับประจำยามก้ามปูที่ฐานพระพุทธรูปองค์เดียวกันน่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาตอนต้น ข้อสันนิษฐานนี้ตรงกับบางท่านที่อธิบายว่าภาพอดีตพุทธที่เขียนในกรุสถูปวัดอุโมงค์เป็นความนิยมที่แพร่หลายในศิลปะภาคกลางของประเทศไทยราวต้นพุทธศตวรรษที่20 อย่างไรก็ตามยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างว่าเป็นงานจิตรกรรมที่เขียนขึ้นในรัชกาลของพระเมืองแก้วโดยเปรียบเทียบลักษณะทางประติมาณวิทยากับกลุ่มพระพุทธรูปล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ 21 ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่และอยุธยาปรากฏในหลักฐานเอกสารที่กล่าวถึงแขกเมืองใต้ขึ้นมาในรัชกาลพญามังราย และในระยะต่อมา ยังมีหลักฐานกล่าวถึงพระเจ้ากือนาส่งพระยาอ้ายออนลงมาช่วยการศึกและถูกจับเป็นเชลยอยู่ที่อยุธยา หลังจากนั้นพระยาอ้ายออนได้บวชเป็นพระภิกษุและกลับขึ้นมาเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ.1916 ประกอบกับความในตำนานพระพุทธสิหิงค์ก็กล่าวถึงก่อนที่พญาพรหมจะนำพระพุทธสิหิงค์เข้ามาประดิษฐานที่เชียงใหม่ได้ผ่านสถานที่หลายแห่งรวมทั้งอยุธยาด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและภาคกลางประเทศไทยระยะนั้นควรมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือพญากือนาขึ้นครองราชย์เมื่อปีพ.ศ.1898 แต่กลับใช้เวลาถึง 14 ปี จึงไปนิมนต์พระสุมนเถระจากสุโขทัยในปี พ.ศ.1912 อาจเป็นไปได้ว่าระยะนั้นเป็นช่วงที่พญากือนาได้นิมนต์พระอุทุมพรมหาสวามีมาเชียงใหม่แต่พระอุทุมพรกลับส่งพระอานนท์มาแทนระยะเวลาดังกล่าวเป็นการฟูมฟักพุทธศาสนาแบบลังกาที่ผ่านทางพม่าในเชียงใหม่นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องปัญหาเถรจันทร์ซึ่งเป็นตำนานพระเถรจันทน์ได้ตอบโต้และแก้ไขปัญหาต่างๆ จนกระทั่งเป็นพระภิกษุที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป จากหลักฐานด้านต่างๆ ที่กล่าวมาทำให้สันนิษฐานได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์อาจจะสร้างขึ้นในต้นรัชกาลของพญากือนา ส่วนอุโมงค์ด้านทิศเหนือนั้นอาจสร้างขึ้นพร้อมกันหรือหลังจากนั้นเล็กน้อย แต่สำหรับส่วนยอดเจดีย์นั้นมีการซ่อมเพิ่มเติมภายหลังเพราะลักษณะของเทวดาที่ประดับรอบก้านฉัตรนั้นอาจเทียบได้กับเทวดาที่ประดับมุมเรือนธาตุของเจดีย์วัดโลกโมฬีที่ควรสร้างพร้อมกับเจดีย์เมื่อพ.ศ. 2071 และโดยเฉพาะปัทมบาทนั้นคงเพิ่มเติมภายหลังเมื่อนิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆังแบบพม่ารุ่นหลังแล้ว (จิรศักดิ์ เดชวงศ์ญา : 2541: 17-18)
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการแสวงหาทฤษฏีในการอธิบายหลักฐานฐานและข้อจริงเท่าที่สามารถสืบค้นและวิเคราะห์ได้ในปัจจุบัน เพื่อถกเถียงทางวิชาการและต่อยอดทางความรู้ย่อมมีประโยชน์ และคุณค่าต่อการศึกษาเรื่องราวในอดีตของวัดอุโมงค์ และอดีตของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี
_______________________________________________
บรรรานุกรม
จิรศักดิ์ เดชวงศ์ญา,2541, เจดีย์เมืองเชียงใหม่, เชียงใหม่ : วรรณรักษ์.
สันติ เล็กสุขุม,2538, หริภุญชัยล้านนา, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.
เสมอชัย พูลสุวรรณ,2539, สัญลักษณ์ในงานจิตรกรรมไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-24,กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์.
__________________________________________________
ชมภาพเจดีย์วัดอุโมงค์เพิ่มเติมใน “ระเบียงภาพ” ที่เจดีย์วัดอุโมงค์

