<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Umong Painting</title>
	<atom:link href="http://www.umongpainting.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.umongpainting.com</link>
	<description>โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 Jun 2010 15:34:34 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>คนโบราณเขาสร้างอุโมงค์กันอย่างไร</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/crosssectio-2</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/crosssectio-2#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 15:14:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[รู้จักวัดอุโมงค์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=404</guid>
		<description><![CDATA[
&#8220;&#8230;ภาพจำลองจากคอมพิวเตอร์ผ่าแสดงพื้นที่ภายในของอุโมงค์&#8230;&#8221;
 จิตรกรรมฝาผนังนี้ ตัวอุโมงค์ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในบริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ในแนวแกนเดียวกัน อุโมงค์ตามสภาพที่ปรากฏแก่สายตาเราในปัจจุบันนั้น เป็นอุโมงค์ที่สร้างขึ้นด้วยเทคนิคก่ออิฐถือปูน, ฉาบปูนปิดทับโครงสร้างอิฐอีกชั้นหนึ่ง แต่ปัจจุบันชั้นปูนฉาบนี้ได้หลุดกะเทาะเกือบหมดสิ้นแล้ว จะเหลือก็เพียงส่วนของเพดานโค้งภายในอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังเท่านั้น ส่วนบริเวณด้านนอกเกือบทั้งหมดนั้นไม่ปรากฏชั้นของปูนฉาบแล้ว เหลือเพียงอิฐก่อผนัง และอิฐก่อโครงสร้างอุโมงค์เท่านั้น

          เมื่อพิจารณาอุโมงค์ตามสภาพปัจจุบัน จึงเกิดปริศนาขึ้นว่า ที่ว่างระหว่างอุโมงค์ในแต่ละช่องนั้น มีอะไรอยู่ภายในที่ว่างแต่ละช่องของอุโมงค์หรือไม่ มีห้องลับหรือช่องทางใดๆซ่อนอยู่อีกหรือไม่ และยังมีอุโมงค์อื่นใดนอกเหนือจากที่ปรากฏปัจจุบันอีกหรือไม่ คำถามเหล่านี้นับว่าเป็นปริศนาที่ไม่มีใครทราบคำตอบแน่ชัดมาก่อน 

         ความลับดังกล่าวได้คลี่คลายลงเมื่อ พ.ศ.2546 นี้เอง ในระหว่างราวปลายเดือนเมษายน-กันยายน ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อุโมงค์ครั้งใหญ่ที่ดำเนินงานโดยการรับเหมาผ่านเอกชน ภายใต้กำกับของกรมศิลปากร การบูรณะครั้งนี้เป็นการซ่อมแซมโครงสร้างของอุโมงค์ให้แข็งแรงขึ้น ได้มีการขุดเปิดหน้าดินที่อยู่เหนืออุโมงค์ทั้งหมดจนลึกถึงระดับเดียวกับพื้นอุโมงค์ การเปิดพื้นที่ทั้งหมดนี้เองทำให้ความลับดังกล่าวได้เปิดเผยขึ้น
          โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด จึงทำให้ทราบคำตอบของคำถามนั้นอย่างชัดเจน ทั้งยังทราบด้วยว่าคนโบราณเขาสร้างอุโมงค์กันอย่างไร 
          โครงสร้างอุโมงค์แต่ละอุโมงค์ก่อด้วยอิฐถือปูน แยกกันไปแต่ละอุโมงค์ โดยเริ่มก่ออิฐเรียงสลับกันจากผนังอุโมงค์ขึ้นมาทั้งสองด้านจนได้ความสูงระดับที่เป็นเพดานโค้งก็จะก่ออิฐให้โค้งเข้าหากัน โดยใช้ด้านสันของอิฐที่มีทรงสี่เหลี่ยมคางหมูหันด้านสันเข้าหากัน ก่อเป็นรูปซุ้มโค้งแบบครึ่งวงกลม (arch) โดยจะก่ออิฐผนังหนามากเพื่อรับโครงสร้างของอุโมงค์ และเหนือสุดก็จะก่ออิฐเหลื่อมเรียงสลับกันปิดอยู่ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง และพบว่าพื้นที่ระหว่างอุโมงค์แต่ละช่องนั้นล้วนเป็นดินลูกรังสีน้ำตาลอมส้มจนถึงระดับพื้นดินทั้งสิ้น และเมื่อพิจารณาเนื้อดินลูกรังระหว่างอุโมงค์โดยละเอียดก็ไม่ปรากฏเศษอิฐ ปูน หรือเศษเครื่องเคลือบดินเผาแต่อย่างใด และชั้นดินลูกรังดังกล่าวยังปิดมิดคลุมเพดานอุโมงค์ทุกอุโมงค์ด้วย โดยชั้นบนสุดจะมีอิฐปูทับอีกหลายชั้น 
          กล่าวให้เห็นภาพได้ง่ายก็คือ โครงสร้างอุโมงค์ภายในชั้นอิฐก่ออุโมงค์ที่เราเห็นภายนอกนั้น ลึกเข้าไปชั้นใน ล้วนเป็นดินลูกรังที่ถูกก่อปิดด้วยอิฐภายนอกทั้งสิ้น และไม่มีช่องทางหรือห้องลับใดๆซ่อนอยู่ในระหว่างอุโมงค์แต่อย่างได
          ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏทำให้ทราบถึงวิธีการก่อสร้างอุโมงค์ของช่างล้านนาโบราณที่วัดอุโมงค์ได้ว่าในลำดับแรกคงได้มีการก่ออิฐเป็นสัณฐานของอุโมงค์ตามที่กล่าวมา และเมื่อการก่ออุโมงค์แล้วเสร็จ ก็ได้มีการนำดินมาถมที่ว่างระหว่างอุโมงค์แต่ละช่อง และเพดานด้านบนจนเต็ม และปูทับชั้นดินลูกรังนั้นด้วยการก่ออิฐถือปูนในด้านบนและผิวด้านนอกระหว่างอุโมงค์หุ้มอีกชั้นหนึ่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_405" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_521.jpg" class="lightview" rel="gallery[404]" title="ภาพวาดแผนผังของวัดอุโมงค์"><img class="size-thumbnail wp-image-405 " title="ภาพวาดแผนผังของวัดอุโมงค์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_521-150x118.jpg" alt="" width="150" height="118" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพวาดแผนผังของวัดอุโมงค์</p></div>
<p><span style="font-size: large;"><span style="color: #993300;">&#8220;&#8230;ภาพจำลองจากคอมพิวเตอร์ผ่าแสดงพื้นที่ภายในของอุโมงค์&#8230;&#8221;</span></span></p>
<p><span style="font-size: medium;"> จิตรกรรมฝาผนังนี้ ตัวอุโมงค์ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในบริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ในแนวแกนเดียวกัน อุโมงค์ตามสภาพที่ปรากฏแก่สายตาเราในปัจจุบันนั้น เป็นอุโมงค์ที่สร้างขึ้นด้วยเทคนิคก่ออิฐถือปูน, ฉาบปูนปิดทับโครงสร้างอิฐอีกชั้นหนึ่ง แต่ปัจจุบันชั้นปูนฉาบนี้ได้หลุดกะเทาะเกือบหมดสิ้นแล้ว จะเหลือก็เพียงส่วนของเพดานโค้งภายในอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังเท่านั้น ส่วนบริเวณด้านนอกเกือบทั้งหมดนั้นไม่ปรากฏชั้นของปูนฉาบแล้ว เหลือเพียงอิฐก่อผนัง และอิฐก่อโครงสร้างอุโมงค์เท่านั้น</span></p>
<p><span id="more-404"></span><br />
  <span style="font-size: medium;">        เมื่อพิจารณาอุโมงค์ตามสภาพปัจจุบัน จึงเกิดปริศนาขึ้นว่า ที่ว่างระหว่างอุโมงค์ในแต่ละช่องนั้น มีอะไรอยู่ภายในที่ว่างแต่ละช่องของอุโมงค์หรือไม่ มีห้องลับหรือช่องทางใดๆซ่อนอยู่อีกหรือไม่ และยังมีอุโมงค์อื่นใดนอกเหนือจากที่ปรากฏปัจจุบันอีกหรือไม่ คำถามเหล่านี้นับว่าเป็นปริศนาที่ไม่มีใครทราบคำตอบแน่ชัดมาก่อน </span></p>
<div id="attachment_400" class="wp-caption alignleft" style="width: 191px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_511.jpg" class="lightview" rel="gallery[404]" title="าพจำลองจากคอมพิวเตอร์ผ่าแสดงพื้นที่ภายในของอุโมงค์ให้เห็นโครงสร้างภายใน ที่มีโครงสร้าง ก่ออิฐถือปูน และดินลูกรัง "><img class="size-medium wp-image-400 " title="าพจำลองจากคอมพิวเตอร์ผ่าแสดงพื้นที่ภายในของอุโมงค์ให้เห็นโครงสร้างภายใน ที่มีโครงสร้าง ก่ออิฐถือปูน และดินลูกรัง " src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_511-181x300.jpg" alt="" width="181" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">าพจำลองจากคอมพิวเตอร์ผ่าแสดงพื้นที่ภายในของอุโมงค์ให้เห็นโครงสร้างภายใน ที่มีโครงสร้าง ก่ออิฐถือปูน และดินลูกรัง (ข้อมูล : ฝ่ายวิชาการฯ / computer graphic : ฝ่ายศิลปกรรมโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์)</p></div>
<p>         <span style="font-size: medium;">ความลับดังกล่าวได้คลี่คลายลงเมื่อ พ.ศ.2546 นี้เอง ในระหว่างราวปลายเดือนเมษายน-กันยายน ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อุโมงค์ครั้งใหญ่ที่ดำเนินงานโดยการรับเหมาผ่านเอกชน ภายใต้กำกับของกรมศิลปากร การบูรณะครั้งนี้เป็นการซ่อมแซมโครงสร้างของอุโมงค์ให้แข็งแรงขึ้น ได้มีการขุดเปิดหน้าดินที่อยู่เหนืออุโมงค์ทั้งหมดจนลึกถึงระดับเดียวกับพื้นอุโมงค์ การเปิดพื้นที่ทั้งหมดนี้เองทำให้ความลับดังกล่าวได้เปิดเผยขึ้น<br />
          โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด จึงทำให้ทราบคำตอบของคำถามนั้นอย่างชัดเจน ทั้งยังทราบด้วยว่าคนโบราณเขาสร้างอุโมงค์กันอย่างไร <br />
          โครงสร้างอุโมงค์แต่ละอุโมงค์ก่อด้วยอิฐถือปูน แยกกันไปแต่ละอุโมงค์ โดยเริ่มก่ออิฐเรียงสลับกันจากผนังอุโมงค์ขึ้นมาทั้งสองด้านจนได้ความสูงระดับที่เป็นเพดานโค้งก็จะก่ออิฐให้โค้งเข้าหากัน โดยใช้ด้านสันของอิฐที่มีทรงสี่เหลี่ยมคางหมูหันด้านสันเข้าหากัน ก่อเป็นรูปซุ้มโค้งแบบครึ่งวงกลม (arch) โดยจะก่ออิฐผนังหนามากเพื่อรับโครงสร้างของอุโมงค์ และเหนือสุดก็จะก่ออิฐเหลื่อมเรียงสลับกันปิดอยู่ด้านบนอีกชั้นหนึ่ง และพบว่าพื้นที่ระหว่างอุโมงค์แต่ละช่องนั้นล้วนเป็นดินลูกรังสีน้ำตาลอมส้มจนถึงระดับพื้นดินทั้งสิ้น และเมื่อพิจารณาเนื้อดินลูกรังระหว่างอุโมงค์โดยละเอียดก็ไม่ปรากฏเศษอิฐ ปูน หรือเศษเครื่องเคลือบดินเผาแต่อย่างใด และชั้นดินลูกรังดังกล่าวยังปิดมิดคลุมเพดานอุโมงค์ทุกอุโมงค์ด้วย โดยชั้นบนสุดจะมีอิฐปูทับอีกหลายชั้น <br />
          กล่าวให้เห็นภาพได้ง่ายก็คือ โครงสร้างอุโมงค์ภายในชั้นอิฐก่ออุโมงค์ที่เราเห็นภายนอกนั้น ลึกเข้าไปชั้นใน ล้วนเป็นดินลูกรังที่ถูกก่อปิดด้วยอิฐภายนอกทั้งสิ้น และไม่มีช่องทางหรือห้องลับใดๆซ่อนอยู่ในระหว่างอุโมงค์แต่อย่างได</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">          ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏทำให้ทราบถึงวิธีการก่อสร้างอุโมงค์ของช่างล้านนาโบราณที่วัดอุโมงค์ได้ว่าในลำดับแรกคงได้มีการก่ออิฐเป็นสัณฐานของอุโมงค์ตามที่กล่าวมา และเมื่อการก่ออุโมงค์แล้วเสร็จ ก็ได้มีการนำดินมาถมที่ว่างระหว่างอุโมงค์แต่ละช่อง และเพดานด้านบนจนเต็ม และปูทับชั้นดินลูกรังนั้นด้วยการก่ออิฐถือปูนในด้านบนและผิวด้านนอกระหว่างอุโมงค์หุ้มอีกชั้นหนึ่ง หรืออาจจะเป็นการขุดเนินดินธรรมชาติให้เป็นร่องหรือแนวของอุโมงค์และก่ออิฐเป็นอุโมงค์ตามสัณฐานที่ปรากฏและปิดทับผิวเนินดินด้วยการปูอิฐในด้านบนสุด แต่ไม่ว่าจะก่อสร้างด้วยวิธีใดก็ตามจากหลักฐานที่ปรากฏ ก็บ่งชี้ได้ว่าเป็นอุโมงค์ที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากการก่อสร้างของมนุษย์ขึ้นมาอย่างจงใจ</span></p>
<div class="mceTemp mceIEcenter">
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_401" class="wp-caption aligncenter" style="width: 186px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_631.jpg" class="lightview" rel="gallery[404]" title="แผนผังอุโมงค์ในศิลปะพม่าสมัยพุกาม มีลักษณะคล้ายคลึงกับอุโมงค์ที่วัดอุโมงค์ "><img class="size-full wp-image-401 " title="แผนผังอุโมงค์ในศิลปะพม่าสมัยพุกาม มีลักษณะคล้ายคลึงกับอุโมงค์ที่วัดอุโมงค์ " src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_631.jpg" alt="" width="176" height="180" /></a><p class="wp-caption-text">แผนผังอุโมงค์ในศิลปะพม่าสมัยพุกาม มีลักษณะคล้ายคลึงกับอุโมงค์ที่วัดอุโมงค์ (ภาพ : Inventory of monuments at Pagan Vol. 2 p.225, pl 534 a) ในภาพเป็นแผนผังอุโมงค์ของภาพล่าง ภาพอุโมงค์ในศิลปะพม่าสมัยเมืองพุกาม มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับอุโมงค์ที่วัดอุโมงค์เชียงใหม่ (ภาพ : Inventory of monuments at Pagan Vol. 2 p.225, pl 534 d)</p></div>
</p>
<p>  <span style="font-size: medium;">ในด้านเทคนิคการก่อสร้างนั้นก็ทำให้เกิดคำถามใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าอันเป็นประเด็นที่สืบค้นต่อไปได้อีกว่า ในเมื่อหลักฐานทางรูปแบบศิลปกรรม มีความชัดเจนว่าอุโมงค์ที่วัดอุโมงค์นี้เป็นอิทธิพลทางรูปแบบศิลปะที่ช่างล้านนาได้รับมาจากอุโมงค์ในศิลปะพม่าสมัยพุกาม ดังนั้น <br />
         1.   อุโมงค์ในศิลปะพม่าสมัยพุกามมีเทคนิคการก่อสร้างที่คล้ายคลึงกับอุโมงค์ที่วัดอุโมงค์หรือไม่ เพียงใด <br />
         2.   เทคนิคดังกล่าวที่วัดอุโมงค์นี้ โดยเฉพาะในประเด็นการใช้โครงสร้างก่ออิฐถือปูนร่วมกับการใช้ดินเป็นโครงสร้างของการก่อสร้างในลักษณะคล้ายคลึงกันเช่นนี้ได้ปรากฏหลักฐานในที่แห่งอื่นประเทศไทยอีกหรือไม่ <br />
     เชื่อว่าน่าจะมีหลักฐานให้สืบค้นและตรวจสอบร่วมกันได้ในโอกาสต่อไป</span></p>
<p>______________________________________________________________________________</p>
<p>เรีบยเรียง: ฝ่ายวิชาการโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_521.jpg" class="lightview" rel="gallery[404]"></a></p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/crosssectio-2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สีสันในจิตรกรรม</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/colors</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/colors#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Jun 2010 17:22:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=385</guid>
		<description><![CDATA[


ภาพจำลองการใช้สีเขียวตัดกับแดงในจิตรกรรมภายในอุโมงค์ที่ 2 

&#8220;&#8230;รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก&#8230;&#8221;

ภาพจำลองจิตรกรรมวัดอุโมงค์อันเป็นภาพที่สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการคัดลอกงานจิตรกรรม และการปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยกระบวนการทางเคมีได้ทำให้เราเห็นจิตรกรมฝาผนังในสภาพเดิมก่อนการชำรุดเมื่อราว 500 ปีก่อนว่า ในด้านการใช้สีนั้น สีหลักที่ใช้ในงานก็คือ สีแดงสดหรือสีแดงชาด กับสีเขียวสด (สีเขียวสดดังกล่าวหากเทียบเคียงกับสีสมัยใหม่จะเทียบเคียงได้ใกล้เคียงกันมากกับสีเขียว Emerald 



Green ที่ผู้ทำงานศิลปะและการออกแบบคุ้นเคยกันดี)
โดยสีแดง และเขียวที่ปรากฏในจิตรกรรมนั้นเป็นการใช้คู่สีตรงกันข้ามตัดกันในสัดส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 รูปแบบการใช้สีดังกล่าว หากกล่าวตามทฤษฎีสีแล้ว ก็เป็นการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีสีและการออกแบบในงานศิลปะที่พบแพร่หลายในงานศิลปะและการออกแบบทั้งในงานจิตรกรรม สิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิตอล ในยุคปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทฤษฎีอยู่ส่วนหนึ่งที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในส่วนการใช้สีคู่ตรงกันข้ามในงานออกแบบว่า การออกแบบที่ดีในการใช้คู่สีตรงกันข้ามนั้นควรให้คู่สีตรงกันข้ามในวงจรสีธรรมชาติมีสัดส่วนส่วนสีที่ตัดกันในอัตราส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 จะถือว่างดงามลงตัวที่สุด
ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก 
น่าสังเกตด้วยว่าช่างล้านนาไทยโบราณได้รู้จักแนวคิดนี้ก่อนการเข้ามาของทฤษฎีสี  และทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะจากตะวันตกจะแพร่หลายสู่ประเทศไทยในอีกหลายร้อยปีต่อมา
ข้อสังเกตการใช้สีดังกล่าวในงานจิตรกรรมวัดอุโมงค์นั้น  ในเชิงปรัชญามีความสำคัญสูงมากเพราะเป็นการเปิดประเด็นนำไปสู่คำถามสำคัญว่า 
● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะปัจจุบันที่คนทำงานศิลปะและการออกแบบรู้จักและคุ้นเคยกันดีในปัจจุบันซึ่งล้วนเป็นการรู้จักผ่านตะวันตกทั้งสิ้นนั้น ฉะนั้นทฤษฎีดังกล่าวเป็นทฤษฎีที่มีความเป็นสากล(universal) ที่ไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ(time) เทศะ(space) ใช่หรือไม่
● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะเช่นนั้นเป็นความรู้ที่มนุษย์มีมาก่อนประสบการณ์(apriori) หรือว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์
ความเข้าใจที่มีต่อเรื่องเหล่านี้คือความจำเป็นพื้นฐานที่เป็นคำอธิบายว่าปรากฏการณ์ทางศิลปะที่วัดอุโมงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นไปอย่างไร  ช่างไทยแต่โบราณรู้จักการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีตะวันตกเช่นนั้นได้อย่างไร  
  
โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์จึงฝากเป็นคำถามให้ใครก็แล้วแต่ที่สนใจได้ช่วยคิดกัน
______________________________________________________________
 ฝ่ายวิชาการโคงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_380" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_150.jpg" class="lightview" rel="gallery[385]" title="จิตรกรรมในอุโมงค์ที่ 2"><img class="size-thumbnail wp-image-380 " title="จิตรกรรมในอุโมงค์ที่ 2" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_150-150x98.jpg" alt="" width="150" height="98" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ภาพจำลองการใช้สีเขียวตัดกับแดงในจิตรกรรมภายในอุโมงค์ที่ 2 </dd>
</dl>
<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #993300;"><span style="font-size: medium;">&#8220;&#8230;รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก&#8230;&#8221;</span></span></span></p>
</div>
<div class="mceTemp">ภาพจำลองจิตรกรรมวัดอุโมงค์อันเป็นภาพที่สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการคัดลอกงานจิตรกรรม และการปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยกระบวนการทางเคมีได้ทำให้เราเห็นจิตรกรมฝาผนังในสภาพเดิมก่อนการชำรุดเมื่อราว 500 ปีก่อนว่า ในด้านการใช้สีนั้น สีหลักที่ใช้ในงานก็คือ สีแดงสดหรือสีแดงชาด กับสีเขียวสด (สีเขียวสดดังกล่าวหากเทียบเคียงกับสีสมัยใหม่จะเทียบเคียงได้ใกล้เคียงกันมากกับสีเขียว Emerald </div>
<div class="mceTemp"><span id="more-385"></span></div>
<div class="mceTemp">
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>Green ที่ผู้ทำงานศิลปะและการออกแบบคุ้นเคยกันดี)</p>
<p>โดยสีแดง และเขียวที่ปรากฏในจิตรกรรมนั้นเป็นการใช้คู่สีตรงกันข้ามตัดกันในสัดส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 รูปแบบการใช้สีดังกล่าว หากกล่าวตามทฤษฎีสีแล้ว ก็เป็นการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีสีและการออกแบบในงานศิลปะที่พบแพร่หลายในงานศิลปะและการออกแบบทั้งในงานจิตรกรรม สิ่งพิมพ์ และสื่อดิจิตอล ในยุคปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีทฤษฎีอยู่ส่วนหนึ่งที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในส่วนการใช้สีคู่ตรงกันข้ามในงานออกแบบว่า การออกแบบที่ดีในการใช้คู่สีตรงกันข้ามนั้นควรให้คู่สีตรงกันข้ามในวงจรสีธรรมชาติมีสัดส่วนส่วนสีที่ตัดกันในอัตราส่วน 80 : 20 หรือ 70 : 30 จะถือว่างดงามลงตัวที่สุด</p>
<p>ดังนั้น รูปแบบดังกล่าวที่ได้ปรากฏ ในงานจิตรกรรมโบราณเช่นที่วัดอุโมงค์นี้จึงเป็นรูปแบบที่นำสมัยมาก <br />
น่าสังเกตด้วยว่าช่างล้านนาไทยโบราณได้รู้จักแนวคิดนี้ก่อนการเข้ามาของทฤษฎีสี  และทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะจากตะวันตกจะแพร่หลายสู่ประเทศไทยในอีกหลายร้อยปีต่อมา</p>
<p>ข้อสังเกตการใช้สีดังกล่าวในงานจิตรกรรมวัดอุโมงค์นั้น  ในเชิงปรัชญามีความสำคัญสูงมากเพราะเป็นการเปิดประเด็นนำไปสู่คำถามสำคัญว่า </p>
<p>● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะปัจจุบันที่คนทำงานศิลปะและการออกแบบรู้จักและคุ้นเคยกันดีในปัจจุบันซึ่งล้วนเป็นการรู้จักผ่านตะวันตกทั้งสิ้นนั้น ฉะนั้นทฤษฎีดังกล่าวเป็นทฤษฎีที่มีความเป็นสากล(universal) ที่ไม่ขึ้นอยู่กับ กาละ(time) เทศะ(space) ใช่หรือไม่<br />
● ทฤษฎีสีและทฤษฎีองค์ประกอบศิลปะเช่นนั้นเป็นความรู้ที่มนุษย์มีมาก่อนประสบการณ์(apriori) หรือว่าเป็นความรู้หลังประสบการณ์</p>
<p>ความเข้าใจที่มีต่อเรื่องเหล่านี้คือความจำเป็นพื้นฐานที่เป็นคำอธิบายว่าปรากฏการณ์ทางศิลปะที่วัดอุโมงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และเป็นไปอย่างไร  ช่างไทยแต่โบราณรู้จักการใช้สีที่ตรงตามทฤษฎีตะวันตกเช่นนั้นได้อย่างไร  <br />
  <br />
โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์จึงฝากเป็นคำถามให้ใครก็แล้วแต่ที่สนใจได้ช่วยคิดกัน</p>
<p>______________________________________________________________</p>
<p><span style="color: #993300;"> ฝ่ายวิชาการโคงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ : เรียบเรียง</span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/colors/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จิตรกรรมฝาผนังล้านนา: การค้นพบใหม่ที่วัดอุโมงค์</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/tunnel</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/tunnel#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Jun 2010 05:02:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[


ภาพที่ 1: วัดอุโมงค์ แลเห็นเจดีย์ในด้านบนและอุโมงค์ในด้านหน้าจากมุมองด้านทิศตะวันออก โดยทางเข้าอุโมงค์ทั้ง 2 ที่ปรากฏในภาพก็คืออุโมงค์ที่ 4 และ 5 ตามแผนผังในภาพที่ 2 

&#8220;&#8230;จิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาคือจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์&#8230;&#8221;


เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่  จิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์     ตัวอุโมงค์ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ โดยหันทางเข้าหลักไปยังทิศตะวันออกจำนวน 3 อุโมงค์ในด้านหน้า ซึ่งอุโมงค์กลาง (อุโมงค์ที่ 4) มีขนาดใหญ่ที่สุด 
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันปรากฏจิตรกรรมฝาผนังให้สังเกตเห็นได้ เพียง 3 อุโมงค์เท่านั้น คือ อุโมงค์ที่ 1, 2, และ 3
            ปัจจุบันแม้ว่าจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์จะอยู่ในสภาพลบเลือนมาก แต่การคัดลอกจิตรกรรมเหล่านั้น  ทั้งโดยการคัดลอกลายเส้น และการคัดลอกเป็นภาพสี โดยเทคนิคการเขียนด้วยมือและการใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการทำงานคัดลอกจิตรรรม   ทำให้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเก่าแก่ของศิลปะล้านนาที่มีอายุกว่า 500 ปีได้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง




ภาพที่ 2: เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง จิตรกรรมในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์ ที่ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ (ภาพที่ 2.1-2.3 ดูภาพขยายข้างล่าง)

จิตรกรรมทั้ง 3 อุโมงค์มีรายละเอียดของลวดลายที่แตกต่างกันไป  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 1 พบว่าเขียนภาพเถาลายดอกโบตั๋นสลับกับภาพนกหลากหลาย  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_311" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_25.jpg" class="lightview" rel="gallery[370]" title="วัดอุโมงค์  "><img class="size-thumbnail wp-image-311" title="วัดอุโมงค์  " src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_25-150x112.jpg" alt="วัดอุโมงค์" width="150" height="112" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ภาพที่ 1: วัดอุโมงค์ แลเห็นเจดีย์ในด้านบนและอุโมงค์ในด้านหน้าจากมุมองด้านทิศตะวันออก โดยทางเข้าอุโมงค์ทั้ง 2 ที่ปรากฏในภาพก็คืออุโมงค์ที่ 4 และ 5 ตามแผนผังในภาพที่ 2 </dd>
</dl>
<p>&#8220;&#8230;จิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาคือจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์&#8230;&#8221;</p>
</div>
<div class="mceTemp">
<p>เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ จ. เชียงใหม่  จิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์     ตัวอุโมงค์ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ โดยหันทางเข้าหลักไปยังทิศตะวันออกจำนวน 3 อุโมงค์ในด้านหน้า ซึ่งอุโมงค์กลาง (อุโมงค์ที่ 4) มีขนาดใหญ่ที่สุด <br />
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันปรากฏจิตรกรรมฝาผนังให้สังเกตเห็นได้ เพียง 3 อุโมงค์เท่านั้น คือ อุโมงค์ที่ 1, 2, และ 3</p>
<p>            ปัจจุบันแม้ว่าจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์จะอยู่ในสภาพลบเลือนมาก แต่การคัดลอกจิตรกรรมเหล่านั้น  ทั้งโดยการคัดลอกลายเส้น และการคัดลอกเป็นภาพสี โดยเทคนิคการเขียนด้วยมือและการใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการทำงานคัดลอกจิตรรรม   ทำให้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเก่าแก่ของศิลปะล้านนาที่มีอายุกว่า 500 ปีได้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง</p>
<p><span id="more-370"></span></p>
<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_312" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_26.jpg" class="lightview" rel="gallery[370]" title="ผังวัดอุโมงค์"><img class="size-medium wp-image-312" title="ผังวัดอุโมงค์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_26-300x202.jpg" alt="" width="300" height="202" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ภาพที่ 2: เจดีย์และอุโมงค์ที่ปรากฏจิตรกรรมฝาผนัง จิตรกรรมในส่วนที่เหลือหลักฐานให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้งภายในอุโมงค์ ที่ตั้งอยู่บริเวณต่อเนื่องกับเจดีย์ทางทิศเหนือ (ภาพที่ 2.1-2.3 ดูภาพขยายข้างล่าง)</dd>
</dl>
<p>จิตรกรรมทั้ง 3 อุโมงค์มีรายละเอียดของลวดลายที่แตกต่างกันไป  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 1 พบว่าเขียนภาพเถาลายดอกโบตั๋นสลับกับภาพนกหลากหลาย  จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 2 เขียนภาพลายบัวสลับกับลายเมฆ    จิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ที่ 3  เขียนลายบัวสลับกับลายประจำยาม  แม้ว่าจิตรกรรมทั้ง 3  อุโมงค์จะมีรายละเอียดของลวดลายต่างกันไปแต่ว่าทั้งหมดก็มีรูปแบบการจัดองค์ประกอบหรือหลักในการออกแบบบนพื้นฐานเดียวกันคือการออกแบบลวดลายเรียงซ้ำสลับกันไปแบบลายผ้าทั้ง 3  อุโมงค์</p>
<p>นอกจากนั้นแล้วเทคนิคในงานจิตรกรรมนั้นก็เป็นจิตรกรรมที่เขียนด้วยสีฝุ่น ระบายสี และตัดเส้นตามอย่างจิตรกรรมไทย  รวมทั้งจิตรกรรมได้ใช้สีแดงสดหรือสีแดงชาดเป็นสีหลัก โดยใช้สีเขียว เขียวสด ดำ ขาวเป็นส่วนประกอบ </p>
<p>    ตั้งข้อสังเกตได้ว่าแต่เดิมนั้นคงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังประดับตกแต่งอยู่ในทุกอุโมงค์ เพียงแต่ว่าปัจจุบันได้ชำรุดหมดเหลือหลักฐานเพียง 3 อุโมงค์เท่านั้น</p>
</div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/tunnel/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาพวัดอุโมงค์มุมสูง</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jun 2010 14:27:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[ระเบียงภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=293</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<div class="ngg-galleryoverview" id="ngg-gallery-1-293">


	<!-- Piclense link -->
	<div class="piclenselink">
		<a class="piclenselink" href="javascript:PicLensLite.start({feedUrl:'http://www.umongpainting.com/wp-content/plugins/nextgen-gallery/xml/media-rss.php?gid=1&amp;mode=gallery'});">
			[View with PicLens]		</a>
	</div>
	
	<!-- Thumbnails -->
		
	<div id="ngg-image-1" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/01.jpg" title="บริเวณศรชี้ คือ วัดอุโมงค์จากเมื่อมองจากอวกาศ อยู่ติดดอยสุเทพ ทิศตะวีนตกของเมืองเชียงใหม่ (ภาพ: digital globe จิรศักดิ์ นิ่มอ่อน เอื้อเฟื้อภาพ)" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS " alt="OLYMPUS " src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/thumbs/thumbs_01.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-2" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/02.jpg" title="ภาพขยายจากภาพก่อน วัดอุโมงค์อยู่ในบริเวณล้อมกรอบ ยังคงแวดล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/thumbs/thumbs_02.jpg" width="99" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-3" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/03.jpg" title="วัดอุโมงค์มุมมองทางอากาศ แลเห็นเจดีย์ และอุโมงค์ริมสระน้ำ (ภาพ: Luca Invernizzi &amp; Alberto Cassio, Thailand from the air) " class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="03" alt="03" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/thumbs/thumbs_03.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-4" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/04.jpg" title="ภาพขยายจากภาพทางอากาศ เป็นภาพที่ถ่ายไม่เกิน พ.ศ.2527 " class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/umong/thumbs/thumbs_04.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 	 	
	<!-- Pagination -->
 	<div class='ngg-clear'></div>
 	
</div>


]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค้นหาที่มาของรูปแบบเจดีย์วัดอุโมงค์</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/chedibig</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/chedibig#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 Jun 2010 13:59:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=272</guid>
		<description><![CDATA[
&#8220;&#8230;เจดีย์ทรงระฆังยุคต้นของศิลปะล้านนา&#8230;&#8221; 
เจดีย์วัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่  เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ  เชียงใหม่ โดยอยู่ในบริเวณที่ต่อเนื่องกับอุโมงค์ทาง ด้านทิศเหนือ เจดีย์วัดอุโมงค์ นับว่าเป็นเจดีย์องค์สำคัญองค์หนึ่งที่มีการกล่าวถึงในการศึกษารูปแบบเจดีย์ ในศิลปะล้านนาอยู่เสมอ  มีทั้งข้อคิดเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างไป โดยมีประเด็น และผลการศึกษาที่สำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ทฤษฎีเกี่ยวกับเจดีย์วัดอุโมงค์ที่มีอิทธิลพลมากในปัจจุบัน  กล่าวตามลำดับคือ



 เจดีย์ทรงระฆัง  หรือเจดีย์ทรงกลม คือเจดีย์รูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเด่นคือ มีองค์ระฆังในสัณฐานทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปรูปทรงเจดีย์อาจแบ่งส่วนหลักออกได้ 3 ส่วนคือ ส่วนล่าง ส่วนกลาง และส่วนบน โดยองค์ระฆังมักจะอยู่ในส่วนกลางเสมอ
 กล่าวอย่างกว้างได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังระยะแรกของศิลปะล้านนาที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19  ปรับปรุงจากเจดีย์ทรงระฆังแบบหนึ่งในศิลปะพุกาม  ครั้นล่วงมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องกับต้นพุทธศตวรรษถัดมา เจดีย์ทรงนี้คลี่คลายไปโดยมีรูปทรงที่สูงโปร่ง และในช่วงเวลาของพุทธศตวรรษที่ 21 รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังจึงมีการคลี่คลายปรับเปลี่ยนค่อยข้างรวดเร็ว  ทั้งนี้เนื่องจากการเกี่ยวข้องกับรูปแบบของเจดีย์ในศิลปะสุโขทัย  และสามารถกล่าวในรายละเอียดในฐานะที่เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์องค์สำคัญยุคต้นๆของพัฒนาการเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนานั้น ตามตำนานปัญหาเถรจันทร์  กล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังราย ครั้งนั้นวัดนี้อาจมีชื่อว่าวัดไผ่สิบเอ็ดกอ งานก่อสร้างเริ่มขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังรายคงสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ต่อมาได้รับการบูรณะในรัชกาลของพระเมืองแก้ว คงในคราวนั้นหรือหลังจากนั้นได้มีการปั้นปูนประดับลวดลายที่ส่วนฐานใต้ทรงระฆังมีการปรับเปลี่ยนที่ทรงกรวยอันเป็นส่วนบนของเจดีย์ โดยประดับรูปกลีบบัวทรงยาวประกอบกันเป็นบัวคว่ำและบัวหงาย(ปัทมบาท) ตามแบบอย่างของเจดีย์มอญพม่า องค์เจดีย์ในปัจจุบัน ยังเหลือแบบแผนที่น่าจะเป็นเค้าเดิม คือระเบียบของฐานในผังกลม 3 ฐานซ้อนลดหลั่น เป็นชุดฐานรองรับทรงระฆังใหญ่ ต่อขึ้นไปคือบัลลังก์สี่เหลี่ยม ส่วนยอดที่ทรงกรวยประกอบด้วยส่วนสำคัญที่ทางภาคกลางเรียกว่า ปล้องไฉน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_275" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_68.jpg" class="lightview" rel="gallery[272]" title="เจดีย์วัดอุโมงค์"><img class="size-thumbnail wp-image-275  " title="เจดีย์วัดอุโมงค์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_68-150x137.jpg" alt="" width="150" height="137" /></a><p class="wp-caption-text">เจดีย์วัดอุโมงค์ พ.ศ.2492 (ภาพ: บุญเสริม สาตราภัย) และปัจจุบัน</p></div>
<p><br class="spacer_" /><span style="color: #993300;"><span style="font-size: medium;">&#8220;&#8230;เจดีย์ทรงระฆังยุคต้นของศิลปะล้านนา&#8230;&#8221;</span></span><br class="spacer_" /><span style="color: #993300;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: x-small;"><span style="font-size: small;"> </span></span></span></span></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><span style="font-size: small;"><span style="color: #000000;"><span style="font-size: x-small;"><span style="font-size: small;">เจดีย์วัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่  เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ  เชียงใหม่ โดยอยู่ในบริเวณที่ต่อเนื่องกับอุโมงค์ทาง ด้านทิศเหนือ เจดีย์วัดอุโมงค์ นับว่าเป็นเจดีย์องค์สำคัญองค์หนึ่งที่มีการกล่าวถึงในการศึกษารูปแบบเจดีย์ ในศิลปะล้านนาอยู่เสมอ  มีทั้งข้อคิดเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างไป โดยมีประเด็น และผลการศึกษาที่สำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ทฤษฎีเกี่ยวกับเจดีย์วัดอุโมงค์ที่มีอิทธิลพลมากในปัจจุบัน  กล่าวตามลำดับคือ</span><span id="more-272"></span></span></span></span></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p> เจดีย์ทรงระฆัง  หรือเจดีย์ทรงกลม คือเจดีย์รูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเด่นคือ มีองค์ระฆังในสัณฐานทรงกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานในรูปแบบต่างๆ โดยทั่วไปรูปทรงเจดีย์อาจแบ่งส่วนหลักออกได้ 3 ส่วนคือ ส่วนล่าง ส่วนกลาง และส่วนบน โดยองค์ระฆังมักจะอยู่ในส่วนกลางเสมอ<br class="spacer_" /></p>
<p> กล่าวอย่างกว้างได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังระยะแรกของศิลปะล้านนาที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19  ปรับปรุงจากเจดีย์ทรงระฆังแบบหนึ่งในศิลปะพุกาม  ครั้นล่วงมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ต่อเนื่องกับต้นพุทธศตวรรษถัดมา เจดีย์ทรงนี้คลี่คลายไปโดยมีรูปทรงที่สูงโปร่ง และในช่วงเวลาของพุทธศตวรรษที่ 21 รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังจึงมีการคลี่คลายปรับเปลี่ยนค่อยข้างรวดเร็ว  ทั้งนี้เนื่องจากการเกี่ยวข้องกับรูปแบบของเจดีย์ในศิลปะสุโขทัย  และสามารถกล่าวในรายละเอียดในฐานะที่เจดีย์องค์นี้เป็นเจดีย์องค์สำคัญยุคต้นๆของพัฒนาการเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนานั้น ตามตำนานปัญหาเถรจันทร์  กล่าวว่าวัดนี้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังราย ครั้งนั้นวัดนี้อาจมีชื่อว่าวัดไผ่สิบเอ็ดกอ งานก่อสร้างเริ่มขึ้นในรัชกาลของพระเจ้ามังรายคงสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆัง ต่อมาได้รับการบูรณะในรัชกาลของพระเมืองแก้ว คงในคราวนั้นหรือหลังจากนั้นได้มีการปั้นปูนประดับลวดลายที่ส่วนฐานใต้ทรงระฆังมีการปรับเปลี่ยนที่ทรงกรวยอันเป็นส่วนบนของเจดีย์ โดยประดับรูปกลีบบัวทรงยาวประกอบกันเป็นบัวคว่ำและบัวหงาย(ปัทมบาท) ตามแบบอย่างของเจดีย์มอญพม่า องค์เจดีย์ในปัจจุบัน ยังเหลือแบบแผนที่น่าจะเป็นเค้าเดิม คือระเบียบของฐานในผังกลม 3 ฐานซ้อนลดหลั่น เป็นชุดฐานรองรับทรงระฆังใหญ่ ต่อขึ้นไปคือบัลลังก์สี่เหลี่ยม ส่วนยอดที่ทรงกรวยประกอบด้วยส่วนสำคัญที่ทางภาคกลางเรียกว่า ปล้องไฉน และปลี ที่ท้องไม้ของบานกลมแต่ละฐานประดับด้วยแถวช่องสี่เหลี่ยมไว้โดยรอบงานประดับเช่นนี้รวมทั้งขนาดที่ใหญ่ของทรงระฆัง เกี่ยวข้องกับแบบแผนของเจดีย์แบบหนึ่งของพุกาม สร้างเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่18 เช่นเจดีย์ในบริเวณวัดถิทสวดี (Thitsavadi Temple)  ในหมู่บ้านปวาสอ(Pwasaw)ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองพุกาม (สันติ    เล็กสุขุม ,2538 :101-103)</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>ต้นกำเนิดองค์ประกอบของเจดีย์ที่เรียกว่าทรงระฆังนั้น คงเกิดจากโครงสร้างรูปโดมครึ่งวงกลมของสถูปในประเทศอินเดียที่มีชื่อเรียกว่า อัณฑะ หรือ ครรภะ ซึ่งมีผู้ให้ความหมายว่าเป็นสัญยลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาลและภาชนะบรรจุด้วยจักรวาล ลักษณะของอัณฑะเมื่อมีการแพร่กระจายไปในดินแดนต่างๆ ทำให้มีวิวัฒนาการที่ต่างกันไป รูปแบบที่พบในประเทศไทยมีทรงระฆังเป็นรูปแบบที่แพร่หลายมากที่สุด  ลักษณะโดยรวมของเจดีย์ทรงระฆังได้แก่ส่วนฐานรับมาลัยเถา องค์ระฆัง บัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลี ซึ่งในรายละเอียดนั้นจะแตกต่างกันไปตามแหล่งศิลปะต่างๆ (จิรศักดิ์     เดชวงศ์ญา, 2541 : 13-16)<br />
 <br />
เจดีย์ทรงระฆังของเมืองเชียงใหม่พบว่าได้รับอิทธิพลจากหลายแห่งเข้ามาผสมผสานกัน และมีพัฒนาการที่ทำให้แตกต่างไปจากต้นแบบจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของตนเองอาจจำแนกได้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเจดีย์ที่รับอิทธิพลจากเจดีย์แบบศิลปะพม่าและพัฒนาจนกลายเป็นเจดีย์พื้นเมือง กลุ่มที่เป็นเจดีย์ที่รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยพัฒนาปะปนกับแบบเจดีย์พื้นเมือง และกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มเจดีย์ที่ลอกเลียนแบบมาจากศิลปะพม่ารุ่นหลังราวปลายพุทธศตวรรษที่ 23 เป็นต้นมา เจดีย์กลุ่มต่างๆ มีแนวพัฒนาการที่แตกต่างกันในรายละเอียดแต่ก็มีการปะปนรูปแบบซึ่งกันและกันอยู่เสมอ โดยเจดีย์ทรงระฆังในยุคต้นที่พบในศิลปะล้านนามีลักษณะของการพัฒนาการดังนี้</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>เจดีย์ทรงระฆังในเมืองเชียงใหม่กลุ่มนี้ยังไม่พบหลักฐานที่เก่าจนถึงสมัยการสร้างเมือง เมื่อพ.ศ. 1839 คงปรากฏเค้าโครงของเจดีย์ทรงระฆังราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เท่านั้น เจดีย์ทรงระฆังเมืองเชียงใหม่ที่ยังหลงเหลือเค้าโครงเดิมในระยะนี้น่าจะได้แก่เจดีย์วัดอุโมงค์เถรจันทร์เชิงดอยสุเทพเกี่ยวกับเจดีย์องค์นี้ยังมีข้อคิดที่ขัดแย้งกันในระยะเวลาการสร้างและรูปแบบของอิทธิพลทางศิลปะ ซึ่งบางท่านให้ความเห็นว่าแต่เดิมคงเป็นเจดีย์แบบเรือนธาตุสี่เหลี่ยมที่สร้างขึ้นในรัชกาลสมัยพญามังราย ส่วนเจดีย์ทรงระฆังองค์ปัจจุบันน่าจะสร้างขึ้นในภายหลัง เป็นเจดีย์แบบล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะลังกาโดยมีรูปแบบหลังจากเจดีย์วัดสวนดอกและสร้างขึ้นในรัชกาลพระเมืองแก้ว ส่วนยอดเจดีย์คล้ายศิลปะพม่าเพราะถูกซ่อมแซมขึ้นภายหลัง ความคิดเห็นที่ว่าเป็นอิทธิลพศิลปะลังกาตรงกันกับนักวิชาการท้องถิ่นซึ่งนำไปเปรียบเทียบกับพระเจดีย์มหาธาตุนครศรีธรรมราชและเข้าใจว่าเจดีย์วัดอุโมงค์นี้คงมีการดัดแปลงรูปแบบไปบ้างแล้ว ส่วนความเห็นที่แตกต่างออกไปเข้าใจว่า ลักษณะของฐานบัวในผังกลมสามฐานซ้อนลดหลั่นกัน ที่ท้องไม้ของฐานบัวเจาะช่องสี่เหลี่ยม รวมทั้งขนาดที่ใหญ่ของทรงระฆังมีความคล้ายคลึงกับเจดีย์แบบหนึ่งในศิลปะพม่าแบบพุกามราวพุทธศตวรรษที่ 18 ดังนั้นควรเป็นรูปแบบเจดีย์ราวพุทธศตวรรษที่19 </p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_274" class="wp-caption alignright" style="width: 310px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_66.jpg" class="lightview" rel="gallery[272]" title="sapada"><img class="size-medium wp-image-274    " style="margin-top: 30px; margin-bottom: px;" title="sapada" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_66-300x218.jpg" alt="เจดีย์สะปะดะ" width="300" height="218" /></a><p class="wp-caption-text">เจดีย์สะปะดะ (Sapada) ที่เมืองพุกามเ จดีย์ทรงระฆังในศิลปะพม่า ที่ได้รับอิทธิพลจากลังกา[(ภาพ : Inventory of monument at Pagan vol.2, p 292., pl.187b)</p></div>
<p>ลักษณะองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของเจดีย์วัดอุโมงค์แยกได้ดังนี้<br />
 <br />
ส่วนฐาน ประกอบด้วยฐานเขียงกลมซ้อนลดหลั่นกันสองชั้น โดยรอบมีลานประทักษิณและกำแพงแก้วเตี้ยๆ  ส่วนกลาง เป็นฐานบัวในผังกลมสามฐานซ้อนลดหลั่นกันรับแนววงแหวนกลมสองชั้นและองค์ระฆังขนาดใหญ่ ที่ท้องไม้ของฐานบัวแต่ละบานประดับด้วยลูกแก้วกลมสองเส้น ระหว่างลูกแก้วกลมเจาะช่องสี่เหลี่ยมตลอดแนว  ส่วนยอดเหนือองค์ระฆังเป็นบังลังก์สี่เหลี่ยมรูปฐานปัทมมีลูกแก้วกลมประดิษฐสองเส้น ที่มุมทั้งสี่ของบัลลังก์ประดับปูนปั้นรูปหน้ากาล ถัดขึ้นไปเป็นก้านฉัตรมีรูปเทวดาประนมหัตถ์ประทับยืนโดยรอบ ต่อยอดด้วยปล้องไฉน ปัทมบาท และปลี<br class="spacer_" />ยอด<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><p>ระเบียบของฐานบัวในผังกลมที่เจาะชองสี่เหลี่ยมบริเวณที่ท้องไม้ซ้อนลดหลั่นกันรับองค์ระฆังไม่สามารถปฏิเสธได้ถึงอิทธิพลของศิลปะพม่าแบบพุกาม ฐานเจาะช่องสี่เหลี่ยมที่ท้องไม้มีต้นกำเนิดจากฐานสถาปัตยกรรมในศิลปะอินเดียและแพร่กระจายไปในที่ต่างๆกัน แต่สำหรับฐานในศิลปะพม่าแบบพุกามแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฐานเจดีย์องค์ใหญ่หรือเล็กมักจะเจาะช่องสี่เหลี่ยมบริเวณท้องไม้ทั้งสิ้นแม้แต่ฐานชุกชีก็ยังนิยมเจะช่องเช่นกัน เจดีย์ทรงระฆังวัดอุโมงค์นี้คงรับอิทธิพลทางรูปแบบจากเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาที่ผ่านทางศิลปะพุกาม ดังที่อ้างถึงเจดีย์สะปะดะ (Sapada) ซึ่งพระภิกษุฉปัฎสร้างขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 การรับอิทธิลพทางรูปแบบคงไม่ได้ลอกเลียนโดยตรงจากเจดีย์สะปะดะ แต่น่าจะสร้างขึ้นร่วมสมัยกับกลุ่มเจดีย์รุ่นหลังกว่าที่มีวิวัฒนาการโดยเพิ่มจำนวนของฐานบัวในผังกลมซ้อนลดหลั่นกันเป็นสามฐานเช่นเจดีย์กัตตะปะถู่ป่าจี ที่สร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 19</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>เจดีย์วัดอุโมงค์นี้ถูกลักลอบขุดหาสมบัติทำให้พบว่าในองค์เจดีย์มีกรุอยู่ ลักษณะของกรุเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ผนังกรุมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรง<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p style="text-align: center;">
<div id="attachment_276" class="wp-caption aligncenter" style="width: 529px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_69.jpg" class="lightview" rel="gallery[272]" title="ฐานเจดีย์"><img class="size-full wp-image-276  " title="ฐานเจดีย์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_69.jpg" alt="ฐานเจดีย์วัดอุโมงค์" width="519" height="283" /></a><p class="wp-caption-text">ซ้าย : ภาพขยายฐานเจดีย์สะปะดะ เมืองพุกาม ประเทศพม่า, ขวา : ภาพขยายฐานเจดีย์วัดอุโมงค์ เมืองเชียงใหม่ มีสัณฐานและรายละเอียด คล้ายคลึงกับเจดีย์ในศิลปะพม่า สมัยพุกาม อันได้แก่ ฐานทรงกลมซ้อนชั้น และการเจาะท้องไม้ เป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>เจดีย์วัดอุโมงค์นี้ถูกลักลอบขุดหาสมบัติทำให้พบว่าในองค์เจดีย์มีกรุอยู่ ลักษณะของกรุเป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ผนังกรุมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรง พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุพระพักตร์ทรงเหลี่ยมมน ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีรูปดอกบัวตูมมีประภามณฑลปลายโค้งรูปกระหนก ลักษณะพระพักตร์และพระวรกายที่ยังไม่อวบอ้วนมากนักอาจเทียบได้กับพระพุทธรูปปูนปั้นที่ประดับฝาผนังเรือนธาตุด้านทิศเหนือของเจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน ตลอดจนพรพุทธรูปดุนลายทองบนองค์ระฆังเจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูน และพระพุทธรูปสำริดในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญชัยซึ่งสร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 สำหรับชายสังฆาฏิที่ยาวถึงปลายพระอุทรนั้นได้มีการอธิบายถึงการรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย ซึ่งอาจเป็นไปได้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับสุโขทัยนั้นเริ่มมีมาแล้วตั้งแต่ครั้งเริ่มสร้างเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.1839 และยังคงมีความสัมพันธ์กันเรื่อยมาดังที่พบข้อความกล่าวถึงเมืองเชียงแสนในศิลาจารึกหลักที่2 ซึ่งน่าจะจารึกขึ้นระหว่างปี พ.ศ.1884-1910 ในระยะนั้นสุโขทัยคงยอมรับเชียงแสนในฐานะเมืองหลวงของล้านนาเพราะพระเจ้าคำฟูประทับที่นี่จนสิ้นรัชกาลหลังจากนั้นเชียงใหม่ได้เปลี่ยนมาเป็นศูนย์กลางของล้านนาแทนเพราะพญาผายูได้ย้ายมาประทับที่นี่ ดังนั้นรูปแบบศิลปะสุโขทัยคงมีอิทธิลพต่อศิลปะล้านนาได้เช่นกัน สำหรับชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรงในศิลปะสุโขทัยพบมาแล้วที่พระพุทธรูปปูนปั้นประดับหน้าบันปรางค์วัดพระพายหลวง สุโขทัยที่ควรมีอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 แต่มีข้อน่าสังเกตว่าชายสังฆาฏิของพระพุทธรูปสุโขทัยรุ่นต่อมานอกจากจะยาวจรดพระนาภีแล้วมักจะเล่นปลายตัดตรงที่กล่าวว่าอาจได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยจึงเป็นประเด็นที่น่าสงสัยอยู่ มีพระพุทธรูปในกลุ่มที่เรียกว่าพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่สองมีชายสังฆาฏิยาวปลายตัดตรงเช่นกันและเป็นพระพุทธรูปที่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 ถ้าหากยอมรับว่าเป็นอิทธิลพจากศิลปะอยุธยาแล้วก็ตรงกับข้อสันนิษฐานที่ว่า ลายดอกกลมสลับประจำยามก้ามปูที่ฐานพระพุทธรูปองค์เดียวกันน่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาตอนต้น ข้อสันนิษฐานนี้ตรงกับบางท่านที่อธิบายว่าภาพอดีตพุทธที่เขียนในกรุสถูปวัดอุโมงค์เป็นความนิยมที่แพร่หลายในศิลปะภาคกลางของประเทศไทยราวต้นพุทธศตวรรษที่20 อย่างไรก็ตามยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างว่าเป็นงานจิตรกรรมที่เขียนขึ้นในรัชกาลของพระเมืองแก้วโดยเปรียบเทียบลักษณะทางประติมาณวิทยากับกลุ่มพระพุทธรูปล้านนาราวพุทธศตวรรษที่  21 ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่และอยุธยาปรากฏในหลักฐานเอกสารที่กล่าวถึงแขกเมืองใต้ขึ้นมาในรัชกาลพญามังราย และในระยะต่อมา ยังมีหลักฐานกล่าวถึงพระเจ้ากือนาส่งพระยาอ้ายออนลงมาช่วยการศึกและถูกจับเป็นเชลยอยู่ที่อยุธยา หลังจากนั้นพระยาอ้ายออนได้บวชเป็นพระภิกษุและกลับขึ้นมาเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ.1916 ประกอบกับความในตำนานพระพุทธสิหิงค์ก็กล่าวถึงก่อนที่พญาพรหมจะนำพระพุทธสิหิงค์เข้ามาประดิษฐานที่เชียงใหม่ได้ผ่านสถานที่หลายแห่งรวมทั้งอยุธยาด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและภาคกลางประเทศไทยระยะนั้นควรมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือพญากือนาขึ้นครองราชย์เมื่อปีพ.ศ.1898 แต่กลับใช้เวลาถึง 14 ปี จึงไปนิมนต์พระสุมนเถระจากสุโขทัยในปี พ.ศ.1912 อาจเป็นไปได้ว่าระยะนั้นเป็นช่วงที่พญากือนาได้นิมนต์พระอุทุมพรมหาสวามีมาเชียงใหม่แต่พระอุทุมพรกลับส่งพระอานนท์มาแทนระยะเวลาดังกล่าวเป็นการฟูมฟักพุทธศาสนาแบบลังกาที่ผ่านทางพม่าในเชียงใหม่นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องปัญหาเถรจันทร์ซึ่งเป็นตำนานพระเถรจันทน์ได้ตอบโต้และแก้ไขปัญหาต่างๆ จนกระทั่งเป็นพระภิกษุที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป จากหลักฐานด้านต่างๆ ที่กล่าวมาทำให้สันนิษฐานได้ว่าเจดีย์วัดอุโมงค์อาจจะสร้างขึ้นในต้นรัชกาลของพญากือนา ส่วนอุโมงค์ด้านทิศเหนือนั้นอาจสร้างขึ้นพร้อมกันหรือหลังจากนั้นเล็กน้อย แต่สำหรับส่วนยอดเจดีย์นั้นมีการซ่อมเพิ่มเติมภายหลังเพราะลักษณะของเทวดาที่ประดับรอบก้านฉัตรนั้นอาจเทียบได้กับเทวดาที่ประดับมุมเรือนธาตุของเจดีย์วัดโลกโมฬีที่ควรสร้างพร้อมกับเจดีย์เมื่อพ.ศ. 2071 และโดยเฉพาะปัทมบาทนั้นคงเพิ่มเติมภายหลังเมื่อนิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆังแบบพม่ารุ่นหลังแล้ว (จิรศักดิ์     เดชวงศ์ญา : 2541: 17-18)<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /> ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการแสวงหาทฤษฏีในการอธิบายหลักฐานฐานและข้อจริงเท่าที่สามารถสืบค้นและวิเคราะห์ได้ในปัจจุบัน  เพื่อถกเถียงทางวิชาการและต่อยอดทางความรู้ย่อมมีประโยชน์ และคุณค่าต่อการศึกษาเรื่องราวในอดีตของวัดอุโมงค์ และอดีตของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>_______________________________________________</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><span style="color: #000000;">บรรรานุกรม<br />
จิรศักดิ์   เดชวงศ์ญา,2541, เจดีย์เมืองเชียงใหม่, เชียงใหม่ : วรรณรักษ์.<br />
สันติ      เล็กสุขุม,2538, หริภุญชัยล้านนา, กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.<br />
เสมอชัย      พูลสุวรรณ,2539, สัญลักษณ์ในงานจิตรกรรมไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 19-24,กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรม </span><span style="color: #000000;">     ศาสตร์.  </span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p>__________________________________________________</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" />ชมภาพเจดีย์วัดอุโมงค์เพิ่มเติมใน &#8220;ระเบียงภาพ&#8221; ที่<span style="color: #993300;"><a href="http://www.umongpainting.com/category/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e" target="_blank">เจดีย์วัดอุโมงค์</a></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p style="text-align: center;">
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
</p>
</p></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/chedibig/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจดีย์</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/chedi</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/chedi#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2010 04:02:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ระเบียงภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=260</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<div class="ngg-galleryoverview" id="ngg-gallery-4-260">


	<!-- Piclense link -->
	<div class="piclenselink">
		<a class="piclenselink" href="javascript:PicLensLite.start({feedUrl:'http://www.umongpainting.com/wp-content/plugins/nextgen-gallery/xml/media-rss.php?gid=4&amp;mode=gallery'});">
			[View with PicLens]		</a>
	</div>
	
	<!-- Thumbnails -->
		
	<div id="ngg-image-20" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/01.jpg" title="เจดีย์ประธานวัดอุโมงค์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังศิลปะล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19-20" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="เจดีย์ประธานวัดอุโมงค์" alt="เจดีย์ประธานวัดอุโมงค์" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_01.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-21" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/02.jpg" title="เจดีย์ประธานวัดอุโมงค์ " class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_02.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-22" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/03.jpg" title="เหนือบัลลังก์ของเจดีย์มีแถวของเทวดาปูนปั้น" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_03.jpg" width="93" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-23" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/04.jpg" title="บริเวณบัลลังก์เจดีย์มีร่องรอยปูนปั้นประดับ" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_04.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-24" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/05.jpg" title="เทวดาปูนปั้น มีรูปแบบที่สัมพันธ์กับเทวดาปูนปั้นวัดเจ็ดยอด" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_05.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-25" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/06.jpg" title="บริเวณท้องไม้ฐานเจดีย์ปรากฏร่องรอยว่าเคยประดับด้วยปูนปั้น" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_06.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-26" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/07.jpg" title="ลานหน้าเจดีย์วัดอุโมงค์ ปัจจุบันเป็นผืนหญ้า" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="07" alt="07" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_07.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-27" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/08.jpg" title="เข้าไปดูใกล้ๆ พื้นหญ้าในวันที่โชคดี... " class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_08.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-28" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/09.jpg" title="...จะเห็นดอกไม้ที่บานเองตามธรรมชาติ งดงาม" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/chedi/thumbs/thumbs_09.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 	 	
	<!-- Pagination -->
 	<div class='ngg-clear'></div>
 	
</div>


]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/chedi/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รอบวัดอุโมงค์</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/around</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/around#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2010 04:01:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ระเบียงภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=257</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<div class="ngg-galleryoverview" id="ngg-gallery-3-257">


	<!-- Piclense link -->
	<div class="piclenselink">
		<a class="piclenselink" href="javascript:PicLensLite.start({feedUrl:'http://www.umongpainting.com/wp-content/plugins/nextgen-gallery/xml/media-rss.php?gid=3&amp;mode=gallery'});">
			[View with PicLens]		</a>
	</div>
	
	<!-- Thumbnails -->
		
	<div id="ngg-image-14" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/01.jpg" title="ตลอดเชิงดอยสุเทพ เป็นแนวของผืนป่า ในภาพ คือ มุมมองที่ถ่ายจากยอดดอยคำอันไม่ไกลจากวัดอุโมงค์นัก แลเห็นได้ถึงสภาพเชิงดอยคำก่อนการจัดงานพืชสวนโลก" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="01" alt="01" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/thumbs/thumbs_01.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-15" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/02.jpg" title="ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริเวณแม่เหี๊ยะ แลเห็นดอยสุเทพ" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="02" alt="02" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/thumbs/thumbs_02.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-16" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/03.jpg" title="เส้นทางระหว่างวัดอุโมงค์ก่อนถึงวัดร่ำเปิง เมื่อราว 7 ปี ก่อนยังคงสภาพธรรมชาติอยู่" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="03" alt="03" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/thumbs/thumbs_03.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-17" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/04.jpg" title="ภาพถ่ายทางอากาศ ลูกศรชี้แสดงตำแหน่งวัดอุโมงค์เชิงดอยสุเทพ (ภาพ: จิรศักดิ์   นิ่มอ่อน)" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="04" alt="04" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/thumbs/thumbs_04.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-18" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/05.jpg" title="ยอดเจดีย์วัดอุโมงค์โผล่เหนือทิวไม้ ระหว่างเส้นทางไปวัดร่ำเปิง" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/thumbs/thumbs_05.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 		
	<div id="ngg-image-19" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/06.jpg" title="พระอุโบสถวัดป่าแดงมหาวิหาร วัดสำคัญอีกแห่งในย่านวัดอุโมงค์" class="lightview"  rel='gallery[umong]' >
								<img title="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" alt="OLYMPUS DIGITAL CAMERA" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/gallery/around-um/thumbs/thumbs_06.jpg" width="100" height="75" />
							</a>
		</div>
	</div>
	
		
 	 	
	<!-- Pagination -->
 	<div class='ngg-clear'></div>
 	
</div>


]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/around/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ กับจิตรกรรมวัดอุโมงค์</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/fu</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/fu#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Jun 2010 14:48:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[คิดเห็นเป็นเรื่อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[


อ.เฟื้อ หริพิทักษ์  (ภาพ : เฟื้อ หริพิทักษ์ : ชีวิตและงาน)

&#8220;&#8230;วัดอุโมงค์เชิงดอยสุเทพ เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ อ.เฟื้อ ได้ให้ความสำคัญ&#8230;&#8221;

ก่อนการเกิดขึ้นของโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ในปัจจุบันนั้น  จิตรกรรมฝาผนังและศิลปกรรมภายในวัดอุโมงค์เชิงดอยสุเทพ ได้ผ่านการสำรวจได้เคยผ่านการค้นคว้าและสำรวจจากนักวิชาการและศิลปินในช่วงเวลากว่า40 ปี ที่ผ่านมาบ้างแล้วหลายครั้งหลายครา

อ.เฟื้อ   หริพิทักษ์ ศิลปินเอก  และผู้ที่บุกเบิกงานอนุรักษ์และคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังคนแรกๆ ของประเทศไทย  เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่ได้เดินทางมาสำรวจศิลปกรรม  และงานช่างในภาคเหนือตอนบนเมื่อราว 40 ปีที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งศิลปกรรมอันมีคุณค่าที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
จากหลักฐานบันทึกที่สามารถตรวจสอบได้พบว่า  อ.เฟื้อ ได้ออกสำรวจศิลปกรรมต่างๆทั่วทั้งภาคเหนือตอนบนอย่างกว้างขวางนับร้อยแห่ง  พร้อมบันทึกและ สเก็ตซ์ภาพ ที่มีคุณค่าทางวิชาการและศิลปะเป็นจำนวนมาก
ผลงานการสำรวจเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ในปัจจุบัน  เพราะผลพวงจากการพัฒนาประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมากว่า 40 ปี จวบจนปัจจุบันได้ทำให้ร่องรอยทางศิลปะอันมีคุณค่าที่เคยปรากฏเป็นจำนวนมากนั้นหลายแห่งปัจจุบันเหลือแต่เพียงบันทึก และภาพลายเส้นที่ อ.เฟื้อ ได้สำรวจไว้เท่านั้น
การสำรวจครั้งสำคัญที่ อ.เฟื้อ   ได้มายังวัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพนั้นคือการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7 ม.ค. - 11 มีนาคม 2509 ได้ปรากฏชื่อวัดอุโมงค์เถรจันทร์เป็นวัดแห่งหนึ่งในจำนวน 7 วัด ที่ อ.เฟื้อได้สำรวจในเขต อ.เมืองเชียงใหม่ในครั้งนั้นด้วย  แต่อย่างไรก็ตามหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่บันทึกการสำรวจศิลปกรรมของ อ.เฟื้อ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่และสามารถตรวจสอบได้ในขณะนี้ (ตามรายการในเอกสารอ้างอิง)  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_233" class="wp-caption alignleft" style="width: 127px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_182.jpg" class="lightview" rel="gallery[232]" title="อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ "><img class="size-thumbnail wp-image-233       " style="margin-right: 25px;" title="อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ " src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/06/admin_182-117x150.jpg" alt="" width="117" height="150" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">อ.เฟื้อ หริพิทักษ์  (ภาพ : เฟื้อ หริพิทักษ์ : ชีวิตและงาน)</dd>
</dl>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #993300;">&#8220;&#8230;วัดอุโมงค์เชิงดอยสุเทพ เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ อ.เฟื้อ ได้ให้ความสำคัญ&#8230;&#8221;</span></span></p>
</div>
<p>ก่อนการเกิดขึ้นของโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ในปัจจุบันนั้น  จิตรกรรมฝาผนังและศิลปกรรมภายในวัดอุโมงค์เชิงดอยสุเทพ ได้ผ่านการสำรวจได้เคยผ่านการค้นคว้าและสำรวจจากนักวิชาการและศิลปินในช่วงเวลากว่า40 ปี ที่ผ่านมาบ้างแล้วหลายครั้งหลายครา</p>
<div class="mceTemp"><span id="more-232"></span></div>
<p>อ.เฟื้อ   หริพิทักษ์ ศิลปินเอก  และผู้ที่บุกเบิกงานอนุรักษ์และคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังคนแรกๆ ของประเทศไทย  เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่ได้เดินทางมาสำรวจศิลปกรรม  และงานช่างในภาคเหนือตอนบนเมื่อราว 40 ปีที่ผ่านมาในฐานะที่เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งศิลปกรรมอันมีคุณค่าที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ</p>
<p>จากหลักฐานบันทึกที่สามารถตรวจสอบได้พบว่า  อ.เฟื้อ ได้ออกสำรวจศิลปกรรมต่างๆทั่วทั้งภาคเหนือตอนบนอย่างกว้างขวางนับร้อยแห่ง  พร้อมบันทึกและ สเก็ตซ์ภาพ ที่มีคุณค่าทางวิชาการและศิลปะเป็นจำนวนมาก</p>
<p>ผลงานการสำรวจเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ในปัจจุบัน  เพราะผลพวงจากการพัฒนาประเทศในช่วงเวลาที่ผ่านมากว่า 40 ปี จวบจนปัจจุบันได้ทำให้ร่องรอยทางศิลปะอันมีคุณค่าที่เคยปรากฏเป็นจำนวนมากนั้นหลายแห่งปัจจุบันเหลือแต่เพียงบันทึก และภาพลายเส้นที่ อ.เฟื้อ ได้สำรวจไว้เท่านั้น</p>
<p>การสำรวจครั้งสำคัญที่ อ.เฟื้อ   ได้มายังวัดอุโมงค์ เชิงดอยสุเทพนั้นคือการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7 ม.ค. - 11 มีนาคม 2509 ได้ปรากฏชื่อวัดอุโมงค์เถรจันทร์เป็นวัดแห่งหนึ่งในจำนวน 7 วัด ที่ อ.เฟื้อได้สำรวจในเขต อ.เมืองเชียงใหม่ในครั้งนั้นด้วย  แต่อย่างไรก็ตามหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่บันทึกการสำรวจศิลปกรรมของ อ.เฟื้อ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่และสามารถตรวจสอบได้ในขณะนี้ (ตามรายการในเอกสารอ้างอิง)  ก็ไม่ปรากฏการอธิบายขยายความ และแสดงรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมเลย  รวมทั้งไม่ปรากฏภาพสเก็ตซ์การสำรวจวัดอุโมงค์ในครั้งนั้นแก่สาธารณะด้วย  จนดูประหนึ่งว่าในการสำรวจศิลปกรรมดังกล่าวของ อ.เฟื้อนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับวัดอุโมงค์เป็นพิเศษเลย</p>
<p>อย่างไรก็ตามจากการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์พบว่า วัดอุโมงค์เชิงดอยสุเทพ เป็นสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งที่ อ.เฟื้อได้ให้ความสำคัญในฐานะที่ อ.เฟื้อ มีความสนใจต่องานจิตรกรรมฝาผนังเป็นพิเศษ  และวัดอุโมงค์แห่งนี้ก็เป็นแหล่งจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่สุดของศิลปะล้านนาที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในปัจจุบันด้วย อ.เฟื้อจึงได้ให้ความสนใจต่อวัดอุโมงค์เป็นพิเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตรกรรมฝาผนังในห้องกรุเจดีย์ประธานวัดอุโมงค์ ที่เขียนภาพอดีตพระพุทธเจ้า อันมีอายุราว พุทธศตวรรษที่ 19  ซึ่งสภาพเมื่อ ราว 40 ปีที่แล้วนั้นยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์</p>
<p>พระครูสุคันธศีล  เจ้าอาวาสวัดอุโมงค์ในปัจจุบัน ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อครั้ง อ.เฟื้อ สำรวจวัดอุโมงค์ เมื่อกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ได้ยืนยันกับโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ว่า</p>
<p>&#8220;&#8230;อ.เฟื้อ ได้เข้ามาสำรวจที่วัดอุโมงค์ และได้เข้าไปในห้องกรุภายในเจดีย์อยู่ในนั้นตั้งครึ่งค่อนวัน ไปคัดลอกงานจิตรกรรมฝาผนังข้างในห้องกรุ  และยังได้ติดต่อขอยืมอุปกรณ์ต่างๆจากทางวัดด้วย&#8230;&#8221;</p>
<p>กาลเวลาที่ผ่านมากว่า 40 ปี  ทำให้ปัจจุบันจิตรกรรมภายในห้องกรุเจดีย์ วัดอุโมงค์ดังกล่าวลบเลือนจนหมดสิ้น  ส่วนงานคัดลอกจิตรกรรมวัดอุโมงค์ที่ได้กล่าวถึงก็สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยในปัจจุบัน และเป็นผลงานของ อ.เฟื้อ ที่ยังไม่เคยปรากฏต่อสาธารณะเลย รวมทั้งบันทึกการสำรวจของ อ.เฟื้อในส่วนของวัดอุโมงค์ก็สูญหาย  สิ่งเหล่านี้คือปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบในปัจจุบัน</p>
<p>หากผู้ใดที่มีข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวสามารถติดต่อได้โดยตรงที่โครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์  เพื่อเติมความสมบูรณ์ให้แก่องค์ความรู้ของงานจิตรกรรมฝาผนังล้านนาที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์ขึ้น</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>______________________________________________________</p>
<p><span style="color: #993300;">อ.เฟื้อ   หริพิทักษ์ (พ.ศ. 2453-2536) คือ ศิษย์รุ่นแรกของ ศาสตราจารย์ศิลป   พีระศรี (พ.ศ. 2335-2505) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร  อ.เฟื้อ  เป็นศิลปินผู้มีความสามารถด้านจิตรกรรมสมัยใหม่ ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกงานด้านการอนุรักษ์และคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังคนแรก ๆ ของประเทศไทย ภายหลังกลับจากการศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิศวภารติศานตินิเกตันจากอินเดีย ซึ่ง อ.เฟื้อได้ไปศึกษาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 </span></p>
<p><span style="color: #993300;">อ.เฟื้อ  ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2523  รับรางวัลแมกไซไซ  สาขาบริการชุมชน เมื่อ พ.ศ. 2526 และศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2528</span></p>
<p><span style="color: #993300;">ความเกี่ยวข้องของโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์กับ อ.เฟื้อ  หริพิทักษ์ คือ ผู้รับผิดชอบโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์นั้นเป็นผู้ที่ได้เคยศึกษาจิตรกรรมไทยกับ อ.เฟื้อ  ที่วิทยาลัยช่างศิลป โดยเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายที่อายุน้อยที่สุดของ อ.เฟื้อ </span></p>
<p><span style="color: #993300;">จากการที่เคยได้ติดตาม อ.เฟื้อ  หริพิทักษ์ไปชมจิตรกรรมฝาผนัง อาจารย์มักจะสอนศิษย์ให้ดูผลงานเหล่านั้นอย่างเห็นคุณค่าว่า  แม้จะลบเลือนไปมากแล้วแต่หากพินิจพิจารณาอย่างมีปัญญาแล้วผลงานเหล่านั้นก็ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยฝีมือช่างอันงดงาม </span></p>
<p><span style="color: #993300;">ความประทับใจที่ศิษย์ได้รับจากอาจารย์เช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ขึ้นมาในปัจจุบัน</span></p>
<p>___________________________________________________________</p>
<p>เอกสารอ้างอิง <br />
 เฟื้อ   หริพิทักษ์ และอนันต์   วิริยะพินิจ. การศึกษาภาพจิตรกรรมฝาผนังของไทย, กรุงเทพฯ  : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2531.</p>
<p>พิภพ   บุษราคัมวดี, เฟื้อ  หริพิทักษ์: ชีวิตและงาน. กรุงเทพฯ : คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2527.</p>
<p>___________________________________________________________</p>
<p><span style="color: #993300;">เตรียมพบกับเรื่องราวพิเศษในวาระครบรอบหนึ่งร้อยปี อ.เฟื้อ  หริพิทักษ์ เพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ </span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
 </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/fu/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>www.umongpainting.com ให้บริการอีกครั้งแล้ว</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/reconstruc-www-umongpainting-com</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/reconstruc-www-umongpainting-com#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 16:46:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสารน้ำแต้ม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=224</guid>
		<description><![CDATA[
&#8220;&#8230;ปรับปรุง website&#8230;&#8221;
ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา server ของ www.umongpainting.com ได้เกิดความเสียหายทำให้ไม่สามารถให้บรการได้ตามปกติ 
ขณะนี้ทางโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ได้ทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว  และเริ่มให้บริการได้แล้ว  โดยจะทยอยนำข้อมูล และข่าวสารทั้งในส่วนเดิมที่ยังมีข้อมูลอยู่ และส่วนเนื้อหาใหม่มาเพิ่มเติมตามลำดับต่อไป 
นอกจากนั้น เร็วๆ นี้ ทางโครงการจะได้ปรับปรุงด้านการจัดหน้า website ขึ้นใหม่อีกด้วย ติดตามได้ เร็วๆ นี้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/002-01.jpg" class="lightview" rel="gallery[224]" title="002-01"><img class="aligncenter size-thumbnail wp-image-225" title="002-01" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/002-01-150x43.jpg" alt="" width="150" height="43" /></a></p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #993300;"><span style="font-size: large;">&#8220;&#8230;ปรับปรุง website&#8230;&#8221;</span></span></span></p>
<p>ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา server ของ <a href="http://www.umongpainting.com">www.umongpainting.com</a> ได้เกิดความเสียหายทำให้ไม่สามารถให้บรการได้ตามปกติ </p>
<p><span id="more-224"></span>ขณะนี้ทางโครงการย้อนรอยอดีตจิตรกรรมวัดอุโมงค์ได้ทำการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว  และเริ่มให้บริการได้แล้ว  โดยจะทยอยนำข้อมูล และข่าวสารทั้งในส่วนเดิมที่ยังมีข้อมูลอยู่ และส่วนเนื้อหาใหม่มาเพิ่มเติมตามลำดับต่อไป </p>
<p>นอกจากนั้น เร็วๆ นี้ ทางโครงการจะได้ปรับปรุงด้านการจัดหน้า website ขึ้นใหม่อีกด้วย ติดตามได้ เร็วๆ นี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/reconstruc-www-umongpainting-com/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คอมพิวเตอร์ช่วยไขปริศนาในงานจิตรกรรมโบราณได้อย่างไร</title>
		<link>http://www.umongpainting.com/edi</link>
		<comments>http://www.umongpainting.com/edi#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 May 2010 12:03:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>miracle</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.umongpainting.com/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;&#8230;คอมพิวเตอร์มีส่วนสำคัญทำให้เราได้เห็นจิตรกรรมอายุกว่า 500 ปี ได้อีกครั้ง&#8230;&#8221;






คอมพิวเตอร์ คือ องค์ประกอบหนึ่งในการทำงานคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์

1. ถ่ายภาพจิตรกรรมที่ชำรุด และนำมา scan เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์

2. ใช้ คอมพิวเตอร์ปรับแต่งแก้ไขความชำรุดของภาพตามหลักฐานที่ปรากฏ


3. ใช้คอมพิวเตอร์ลบรอยคราบความสกปรกที่จับผิวจิตรกรรมโบราณออก โดยรักษาลวดลายดั้งเดิมของจิตรกรรมไว้ ทำให้เราเห็นภาพจิตรกรรมในสภาพที่ชัดเจนขึ้น






























ลายเครือเถากระหนกจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง คือที่มาของลายเครือเถากระหนกในจิตรกรรมฝาผนังที่วัดอุโมงค์ 











ภาพที่ได้จากคอมพิวเตอร์ดังกล่าว สามารถนำมาเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าลายดังกล่าวของจิตรกรรมวัดอุโมงค์นี้สามารถเทียบเคียงได้กับลวดลายในศิลปะจีนจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง (ประมาณ 500-700 ปี)
ผลจากการใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานคัดลอกและสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้เอง ทำให้เราได้ทราบถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปะและอาณาจักรล้านนาในยุครุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์มังราย โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มีกับอาณาจักรเพื่อนบ้านในยุคที่เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 500 ปีก่อน

ด้วยอายุจิตรกรรมกว่า 500 ปี นับว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาเพียงแห่งเดียวเท่าที่ยังเหลือหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน การใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการปฏิบัติงานดังกล่าวจึงช่วยให้เราสามารถไขปริศนาของจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์ที่ยังไม่มีใครเคยทราบมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย
การปฏิบัติงานดังกล่าวนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีด้าน computer graphic และศิลปะเข้าร่วมในการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานด้วย
นอกจากนั้นรูปภาพจิตรกรรมที่จัดเก็บด้วยระบบ digital จากการปฏิบัติงานด้วยคอมพิวเตอร์นั้น มีข้อดีอย่างยิ่งคือจะไม่มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเหมือนการเก็บข้อมูลด้วยฟิล์มสไลด์หรือภาพถ่าย ฉะนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการเก็บข้อมูลและปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยวิธีการที่ก้าวหน้าและสามารถรักษาข้อมูลได้อย่างยาวนาน และดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเราไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสกับผลงานจิตรกรรมจริงซึ่งอยู่ในสภาพที่บอบบางและกำลังรอการอนุรักษ์ตามกระบวนการทางเคมีจากผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด
ในขั้นต่อไปของการปฏิบัติงานทางโครงการฯจะได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปปฏิบัติงานปรับแต่งและสร้างภาพจิตรกรรมภายในอุโมงค์เพื่อผลการปฏิบัติงานที่มีความแม่นยำในการสร้างภาพที่สุด และจะขยายพื้นที่ในการสร้างภาพจิตรกรรมด้วยคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาพมุมกว้าง และดำเนินการในภาพส่วนอื่นๆที่ยังไม่ได้ดำเนินการต่อไปด้วย







]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #993300;">&#8220;&#8230;คอมพิวเตอร์มีส่วนสำคัญทำให้เราได้เห็นจิตรกรรมอายุกว่า 500 ปี ได้อีกครั้ง</span><span style="color: #993300;">&#8230;&#8221;</span></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_195" class="wp-caption alignleft" style="width: 160px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_65.jpg" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_65"><img class="size-thumbnail wp-image-195 " title="admin_65" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_65-150x99.jpg" alt="" width="150" height="99" /></a><p class="wp-caption-text">จิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ ในภาพคือจิตรกรรมในอุโมงค์ที่ 2 ส่วนขยายของล้อมกรอบสีแดง คือภาพในรูปถัดไป (ภาพ : ภัทรุตม์ สายะเสวี)</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>คอมพิวเตอร์ คือ องค์ประกอบหนึ่งในการทำงานคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์</p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>1. ถ่ายภาพจิตรกรรมที่ชำรุด และนำมา scan เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>2. ใช้ คอมพิวเตอร์ปรับแต่งแก้ไขความชำรุดของภาพตามหลักฐานที่ปรากฏ<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>3. ใช้คอมพิวเตอร์ลบรอยคราบความสกปรกที่จับผิวจิตรกรรมโบราณออก โดยรักษาลวดลายดั้งเดิมของจิตรกรรมไว้ ทำให้เราเห็นภาพจิตรกรรมในสภาพที่ชัดเจนขึ้น<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><span id="more-194"></span></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_196" class="wp-caption alignleft" style="width: 295px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_9.gif" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_9"><img class="size-medium wp-image-196  " title="admin_9" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_9-300x154.gif" alt="" width="285" height="143" /></a><p class="wp-caption-text">ส่วนหนึ่งของจิตรกรรมฝาผนังวัดอุโมงค์ อยู่ในสภาพชำรุด (ถ่ายภาพ : อาทิตย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา)</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_201" class="wp-caption alignleft" style="width: 287px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_5.gif" class="lightview" rel="gallery[194]" title="retouth"><img class="size-medium wp-image-201 " title="retouth" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_5-300x154.gif" alt="" width="277" height="145" /></a><p class="wp-caption-text">จิตรกรรมวัดอุโมงค์หลังการแก้ไขความชำรุดด้วยคอมพิวเตอร์</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div id="attachment_203" class="wp-caption alignleft" style="width: 276px"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_168.jpg" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_168"><img class="size-medium wp-image-203" title="admin_168" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_168-300x185.jpg" alt="" width="266" height="160" /></a><p class="wp-caption-text">ภาพคัดลอกลายเส้นจิตรกรรม</p></div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<div class="mceTemp">
<dl id="attachment_204" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px;">
<dt class="wp-caption-dt"><a href="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_6.gif" class="lightview" rel="gallery[194]" title="admin_6"><img class="size-medium wp-image-204 " title="admin_6" src="http://www.umongpainting.com/wp-content/uploads/2010/05/admin_6-300x127.gif" alt="" width="300" height="127" /></a></dt>
<dd class="wp-caption-dd">ลายเครือเถากระหนกจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง คือที่มาของลายเครือเถากระหนกในจิตรกรรมฝาผนังที่วัดอุโมงค์ </dd>
</dl>
<p><br class="spacer_" /></p>
</div>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>ภาพที่ได้จากคอมพิวเตอร์ดังกล่าว สามารถนำมาเป็นข้อมูลสำคัญในการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่าลายดังกล่าวของจิตรกรรมวัดอุโมงค์นี้สามารถเทียบเคียงได้กับลวดลายในศิลปะจีนจากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หยวน-ต้นราชวงศ์หมิง (ประมาณ 500-700 ปี)</p>
<p><br class="spacer_" />ผลจากการใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานคัดลอกและสร้างภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้เอง ทำให้เราได้ทราบถึงความยิ่งใหญ่ของศิลปะและอาณาจักรล้านนาในยุครุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์มังราย โดยแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มีกับอาณาจักรเพื่อนบ้านในยุคที่เมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 500 ปีก่อน<br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p>ด้วยอายุจิตรกรรมกว่า 500 ปี นับว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ที่สุดในศิลปะล้านนาเพียงแห่งเดียวเท่าที่ยังเหลือหลักฐานอยู่ในปัจจุบัน การใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการปฏิบัติงานดังกล่าวจึงช่วยให้เราสามารถไขปริศนาของจิตรกรรมที่วัดอุโมงค์ที่ยังไม่มีใครเคยทราบมาก่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย<br class="spacer_" /></p>
<p>การปฏิบัติงานดังกล่าวนอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีด้าน computer graphic และศิลปะเข้าร่วมในการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่เชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานด้วย<br class="spacer_" /></p>
<p>นอกจากนั้นรูปภาพจิตรกรรมที่จัดเก็บด้วยระบบ digital จากการปฏิบัติงานด้วยคอมพิวเตอร์นั้น มีข้อดีอย่างยิ่งคือจะไม่มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาเหมือนการเก็บข้อมูลด้วยฟิล์มสไลด์หรือภาพถ่าย ฉะนั้นจึงถือได้ว่าเป็นการเก็บข้อมูลและปฏิบัติงานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังด้วยวิธีการที่ก้าวหน้าและสามารถรักษาข้อมูลได้อย่างยาวนาน และดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเราไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสกับผลงานจิตรกรรมจริงซึ่งอยู่ในสภาพที่บอบบางและกำลังรอการอนุรักษ์ตามกระบวนการทางเคมีจากผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด</p>
<p><br class="spacer_" />ในขั้นต่อไปของการปฏิบัติงานทางโครงการฯจะได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปปฏิบัติงานปรับแต่งและสร้างภาพจิตรกรรมภายในอุโมงค์เพื่อผลการปฏิบัติงานที่มีความแม่นยำในการสร้างภาพที่สุด และจะขยายพื้นที่ในการสร้างภาพจิตรกรรมด้วยคอมพิวเตอร์ให้เป็นภาพมุมกว้าง และดำเนินการในภาพส่วนอื่นๆที่ยังไม่ได้ดำเนินการต่อไปด้วย<br class="spacer_" /><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
<p><br class="spacer_" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.umongpainting.com/edi/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

